ก็แค่วันหนึ่งวันที่หมาโง่ๆหนึ่งตัวคิดอะไรมากกว่าปรกติ...หน่อยนึง
posted on 22 Aug 2005 21:59 by aathewolf in the-wolf-talkวันนี้ไปอ่านบลอกของปรามเพื่อนซาดอสมา (catone.exteen.com) ความรู้สึกตอนแรกที่อ่านอยู่คืออารมณ์ลัลล้าไปเรื่อยตามปรกตินั่นแหละ แต่พออ่านการ์ตูนที่ปรามโปะ แล้วก็อ่าน entry อื่นๆด้วยตอนนี้ก็เลยรู้สึกเหมือนตัวเองใจสงบๆยังไงไม่รู้...
ใครว่างๆก็เข้าไปอ่านดูนะ (ลิงค์อยู่ที่ favorite กดได้ตามสบายอับ)
ปรามเขียนไว้ในเอนทรีหนึ่งว่า...เรามักตัดพ้อต่อว่าสถานการณ์ต่างๆในชีวิต โดยไม่คำนึงว่าตัวเราเองก็ไม่ปรับตัวตามสถานการณ์นั้นๆ...และการเป็นตัวของตัวเองมันช่างยากเย็น...
มันเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วยแหละนะ...
บางคนอาจไม่รุ้ว่าเมื่อไหร่ควรปรับเปลี่ยน แต่บางคนแม้จะรู้เวลาที่ควรโอนอ่อนกลับไม่ยอมทำ...
ทั้งนี้เพราะแต่ละคนมีทิฐิต่างกัน...อยู่ในที่ๆต่างกัน จึงมีความเห็นและมุมมองที่แตกต่างกัน
ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์...มีใครบ้างไหมที่ไม่หยิ่งยะโส...ไม่ยกตัวเองมากกว่าคนอื่นขึ้นขั้นหนึ่งเสมอ ไม่รักตัวเองมากกว่าคนอื่น...
คำตอบที่เราให้กับตัวเอง(แม้อาจจะผิดในสายตาคนอื่น)ก็คือ.....ไม่มี
แล้วคนที่ไหลตามสถานการณ์ไปเรื่อย...เป็นคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเองรึเปล่า...
คำตอบที่ได้กับตัวเองตอนนี้ก็คือ.....ไม่รู้
เรามักลำเอียงกับตัวของตัวเอง ด้วยระบบการปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณ....เรามักมองหาความผิดคนอื่นและมองข้ามความผิดของเราเอง...
หยิ่งยโส งมงาย อวดฉลาด เห็นแก่ตัว โลภ ตะกละตะกลาม เอาแต่ใจ เกรี้ยวกราด
แต่ไม่ว่าอย่างไร ทั้งหมดนั่นคือธรรมชาติของมนุษย์....
ธรรมชาติที่เนื้อแท้คงปรับเปลี่ยนไม่ลง แก้ไขไม่ได้...
สิ่งที่ทำได้ ก็คงเป็นแค่การสวมหน้ากากที่เปลือกนอกเพื่อข่มมันเก็บไว้ในใจเท่านั้น...เพราะหากมนุษย์ปล่อยความดิบเถื่อนภายในออกมาเสียหมด โลกนี้มันคงวุ่นวายเกินไป...
และด้วยเหตุนี้...มนุษย์จึงใส่หน้ากากเข้าหากัน...
หน้ากากที่ตราบจนชั่วชีวิตคงไม่มีใครถอดออกไปได้ เพราะโซ่ตรวนของบาปบุญ กฎหมาย จารีตของสังคม....
(พอพูดถึงเรื่องโซ่ตรวนนี้ทำให้คิดถึงนิยายเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านตอน ม.ต้น ชื่อเรื่อง...อืม "กุหลายในมือมาร" จำชื่อคนเขียนไม่ได้ จำได้แต่ว่า งามพรรณ เวชชาชีวะ เป็นคนแปล...เรื่องนี้จะพูดว่าไม่มีอะไรเลยก็ได้แต่เราว่ามันแฝงมุมมองที่ลึกซึงไว้นะ...ชอบนางเอกในตอนแรก เป็นคนที่ไม่สนใจกฎเกณฑ์ใดๆของสังคมเลย เพราะโลกของเธอในสมัยก่อนมีแค่หนังสือ ห้องสมุด พื้นฟ้า กับทะเล(และต้นไม้หนึ่งต้น..ที่ต่อมาฟ้าผ่าตายแหงแก๋) อยู่ในเกาะที่ไม่เคยได้รับการปรุงแต่ง ไม่สนใจสายตาของใครเพราะไม่มีใครจะคอยมองเธอ...ประมาณนั้นแหละ
ส่วนเรื่องต่อจากนั้น ใครสนใจลองหามาอ่านละกัน หุหุหุ)
ก่อนหน้านี้ประมาณอาทิตย์ ในคาบวิชาปรัชญาที่เรานั่งหลับ(ตามเคย) มีประโยคที่ว่าด้วยใจความเดียวของอาจารย์ที่ทำให้เราต้องตื่นกระดืบๆ หยิบดินสอกระดาษมาจด
"คนเราทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เพราะฉะนั้นคำถามจึงไม่ใช่ว่าเขามีเหตุผลรึเปล่า แต่เหตุผลนั้นเป็นที่ยอมรับได้ไหม"
คนขโมยของก็มีเหตุผล คนปล้นแบงก์ก็มีเหตุผล คนฆ่าคนก็มีเหตุผล...
เหตุผลที่อาจสำคัญเหลือเกินสำหรับเจ้าตัว แต่สังคมยอมรับไม่ได้....
อาจเป็นเพราะเรายืนในที่ๆต่างกันเกินไป มองจากมุมที่ต่างกันเกินไป...
เราอาจประกาศคุณธรรมร้อยแปดได้ แต่คุณธรรมนั้นในความเป็นจริงอาจไร้ค่าและไม่มีความหมายอะไรเลย...
ก็แค่เส้นแบ่งขั้นบางๆที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ซึ่งใครก็ไม่รู้เป็นคนกำหนดขึ้นมาเองเท่านั้น....
แล้วอย่างนั้น...ความดีความชั่ว จะวัดกันได้ที่ตรงไหน....
(แล้วก็กลับมาที่ประเด็นที่พาคนจะตีกันตายนี้อีกแล้ว ^^;)
ถ้าหากไม่ขโมยของแล้วจะอดตาย...นั่นหมายถึงการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
การกระทำนั้นเป็นความผิดไหม....?
(ถ้าคุณจะว่าคนๆนั้นผิด...หรือคุณจะว่าเขาไม่ควรจะมีชีวิตอยู่....)
ฆ่าคนที่ไม่ว่าอย่างไรควรจะเป็นสิ่งผิด...แต่ถ้าหาก "ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า" ล่ะ....
การฆ่าคนจะยังเป็นบาปไหม?
คำถามที่คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ เพราะเหตุนี้กฎหมายจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนัก...
(กฎหมายเมืองไทยยิ่งละเอียดอ่อนใหญ่ จ่ายหนักๆเข้าไว้รัฐธรรมนูญก็ไร้ค่าแล้ว...)
แต่สำหรับเรา คำตอบนี้เราตอบตัวเองไปตั้งนานแล้วอ่ะนะ....
หากการขโมยไม่ใช่สิ่งผิดสำหรับใคร ก็อย่าโกรธเกรี้ยวเมื่อใดที่โดนขโมยของรัก
หากการฆ่าเป็นสิ่งถูกต้อง...จงยอมรับเมื่อจะตายด้วยเหตุผลเดียวกัน
เพราะไม่มีใครมีสิทธิอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของตัวเอง....
แล้วกฎของคุณละเป็นแบบไหน?
ป.ล เพราะโลกเป็นอย่างนี้ละมั้ง เราถึงค่อนข้างจะสรรหานิยายที่ตัวเอกมันเลวๆ(ฮะๆๆ) เพราะรู้สึกว่าคนที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของสังคม แต่อยู่ในกฎเกณฑ์ของตัวเองน่ะมันน่าสนใจ...
((วันนี้บลอกเครียดจัง...))

มาลองศึกษาแนวความคิดของพระพุทธเจ้าดูมะ ฮี่ๆ~~
*แตกุเห็นด้วย*
#1 By *Zeda on 2005-08-22 22:07