RETURN & SECRET ความลับและการกลับคืน
posted on 11 Apr 2005 16:12 by aathewolf in TTOB-fanfictionFic : RETURN & SECRET ความลับและการกลับคืน
ประเภท :ไม่รู้อีกนั่นแหละ แต่สำคัญคือไม่ฮาแหงๆ
ช่วงเวลา : กลางๆบ้าง หลังๆบ้าง ของภาค 4
Note : แอบงง....ว่าอยู่ๆทำไมถึงมีข่าวลอรี่ตายออกมาได้... แง้ว เขาอุตส่าห์จบกัน happy ending แล้วจะมาทิ้งท้ายคู่หู absolute X ของเราไว้ให้ระทมได้ไง ((คนที่ตายแค่ไฮคิงก็พอแล้ว)) แล้วดูซิว่าเกิดอะไรขึ้น...หมา (ไม่ได้ฉีดยา) + หน้าร้อน + ความเศร้ากะทันหัน = ... สุดท้ายก็เลยออกมาเป็นฟิคเรื่องนี้....จุดประสงค์หลักคือชุบลอเรนซ์ให้กลับคืนมาให้ได้ (ลอรี่ไม่อยู่ชั้นจะเอาใครมายำได้อีก โฮฮฮ......) จุดประสงค์รอง...คือเปิดเข้าสู่เรื่องยาวเรื่องใหม่ของคู่หูตัวแอล....(( project ที่คอยดูเหอะ...แค่ชื่อคนเขียนก็รู้แล้วว่ามันต้องดองเค็มกว่าเกลือทะเลแน่นอน)) เป็นฟิคแก้ที่ยาวเกินจำเป็น ท้าวความเว่อร์ งี่เง่าสุดๆ (เพราะคนแต่งช้ำใจเกินจะอยู่ในโหมดปรกติธรรมดา) เล่าให้พี่ส้มฟังแล้วท่าทางพี่เขาจะช็อคว่าหมาเป็นอะไรนักก็ไม่รู้อีกแล้ว ((แล้วแค่จะปลุกลอรี่ทำไมต้องสร้างเรื่องยืดยาวขนาดนั้นด้วย....)) ก็บอกแล้วไงว่าหมา...บ้า ((หายังไม่ได้บอกงั้นเหรอ งั้นทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน .....กรำๆๆ ))
ป.ล ฟิคเรื่องนี้ตัดฉากบ่อยสุดๆ แถมเผาไปด้วยในตัว อ่านแล้วงงๆก็พยายามตามให้ทันหน่อยนะก้า (คนเขียนขออภัย /meผงกหัวหงึกๆ) คราวนี้คนอ่านคงได้ผิดหวังฟิคหมาก็งานนี้แหละ (รีบแต่งงะ)
ป.ป.ล ไอ้ที่เป็นตัวเอียงมาจากหนังสือภาค 4 ต้นฉบับอับ....
+ + + + + +
ถ้านายไม่รู้เหตุผลของการกลับมามีชีวิตอยู่....นายจะเลือกที่จะตายมากกว่าไหม.....
"จ้ากกกกกกกก ผีหลอก"
เสียงเจ้าตัววุ่นตลอดกาลลั่นว้ากขึ้นกลางลานหน้าประสาทเอดินเบิร์กหลังเจ้าตัวกระโจนผลุงออกมาจากรถม้า เมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลตวัดไปมองเห็นชายร่างสูงผมสีทองเป็นประกายล้อกับแสงอาทิตย์ที่กำลังยืนอารมณ์บูดอยู่ข้างๆคู่หูตลอดกาลของเขา... ภาพที่ทำให้เด็กปีสองซึ่งบัดนี้กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นเด็กปีสามแห่งโรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์กที่กำลังทยอยลงจากรถต่างต้องถลึงตามองตาม อ้าปากค้าง ขนาดคาโล วาเนบลียังขมวดคิ้วอย่างสงสัย...และโร เซวาเรสก็จ้องมองคนๆนั้นด้วยสายตาตื่นตะลึง....
ชายที่ไม่น่ายืนอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ที่เขาได้ถกกันมาตลอดทางว่าพี่เขาพลาดอาหารประคองพลังชีวิตมื้อสำคัญไป เพราะฉะนั้นก็ควรเป็นหนึ่งเดียวที่สังเวยให้กับศึกนัดสำคัญ...
แต่คนที่ควรไม่อยู่กลับยังยืนอยู่ แถมดูสบายดีจนสามารถส่งนัยน์ตาสีอเมธิสท์ขวางๆมาปรามพวกเขาได้หน้าตาเฉย...
"มองเห็นนักบวชเป็นผี นายท่าจะย่ำแย่แล้วนะเฟรี่" เสียงทักอย่างคนอารมณ์ดีดังขึ้นจากอีกบุรุษผมดำ นัยน์ตาสีรัตติกาลภายใต้กรอบแว่นนั้นพราวระริกอย่างขบขันในอาการประหลาดใจของคนรุ่นน้อง
"ผมจะหัวใจวายตาย ก็ไหนใครๆว่าพี่ลอเรนซ์ตายแล้ว"
"ชั้นยังยืนหัวโด่อยู่นี่ จะแช่งกันก็อย่าให้มันเกินไปนัก เฟลิโอน่า เกรเดเวล" คำตอบห้วนสนิทเช่นเคยจากปากคำของคนที่ถูกหาว่าดับคาสนามทำเอาคนฟังแย้มรอยยิ้มแหยๆ ทั้งกับคำพูดและคำเรียกใหม่ก่อนกล่าวแก้ตัว
ผมไม่ได้คิดจะแช่งซะหน่อย พี่ไม่ตายก็ดีแล้ว ว่าแต่พี่รอดมาได้ไง ไม่คิดจะเล่าสู่กันฟังบ้างเหรอครับ คำแก้ต่างทิ้งท้ายด้วยคำถามที่เจ้าตัวแยกเขี้ยวยิงฟันหวังคำตอบเต็มที่
แต่ลอเรนซ์กลับเพียงแต่ถอนหายใจก่อนกล่าวเรียบๆด้วยคำตอบที่คนฟังแทบไม่เชื่อหู
"ชั้นไม่รู้"
"พี่ไม่รู้...ไม่รู้เนี้ยนะ" คนกำลังตั้งหน้ารอฟังกว่าครึ่งโหลร่วมกันพร้อมใจทวนถามเสียงสูง ปฏิกริยาที่คนเป็นนักบวชมองอย่างหงุดหงิดก่อนตอบห้วนสนิท
"ไม่รู้ก็คือไม่รู้ หรือพวกนายอยากให้ชั้นตายๆไปซะมากกว่าให้ฟื้นด้วยวิธีอะไรก็ไม่รู้นี่...."
"ง่า...พวกผมไม่มีใครคิดอย่างงั้น" ว่าพลางหัวหลายหัวก็พร้อมใจกันสั่นหงึกๆจนคอแทบหลุด
"ใช่ๆ ถูกแล้ว นายตายแล้วใครจะอยู่กับชั้นล่ะ ลอรี่" คนข้างตัวว่าเสริมพลางหัวเราะเริงร่าอย่างน่าถีบเป็นที่สุด แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำตามหัวใจเรียกร้อง คนมีปัญหาก็หันไปสนใจแจ้งข่าวให้กับกลุ่มรุ่นน้องตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย...
"มาทิล คาลี่ โรเวนเขาฝากบอกมาว่าพอมาถึงให้ขึ้นไปรายงานตัวนะ แล้วนายเฟรี่....ไปกับเขาด้วย เพราะทุกคนกำลังประชุมกันเรื่องห้องใหม่ของเธอ "
"หา!! หมายความว่า....ผมต้องย้ายไปห้องใหม่?...." เฟรินว้ากถามขึ้น แม้จะกะอยู่แล้วว่าเรื่องอีหรอบนี้มันต้องเกิดขึ้นแหงมๆเมื่อฐานะของเธอถูกเปิดโปง แต่เธอก็แอบภาวนาอยู่ลึกๆ(ผสมกับการหลอกตัวเอง)ว่าเลโมธีจะลืมเรื่องจุกจิกพรรณนั้นแล้วปล่อยให้เธอได้อยู่ร่วมห้องกับเพื่อนสนิทคนสำคัญทั้งสองเหมือนดิม...
"ก็สมควรอยู่แล้ว" คาโลว่าเบาพลางลากไอ้คนที่เริ่มทำท่าจะโวยวายหนักไปอีกทาง....พร้อมกับที่เมื่อเพื่อนๆมองเห็นความรักระหว่างคู่รักใหม่หายาก((และแปลกประหลาด))ของป้อมก็ได้แต่หัวเราะพลางกระซิบกระซาบกันอย่างสนุกปาก
"ขอให้โชคดี" ลูคัสว่าพลางโบกมือหยอยๆให้กับกลุ่มขบวนเด็กปีสามที่กำลังทยอยกันเดินเข้าไปในปราสาท...ก่อนจะหันมายังคนข้างตัวพร้อมรอยยิ้มที่ระบายเต็มใบหน้า
"จบงานแล้วเราก็ไปกันเถอะ ลอรี่"
เฟี้ยว!! ฉึก!!
มีดบินหนึ่งเล่มพุ่งผ่านเฉียดหน้าคนที่หลบมันได้อย่างสบายๆตามเคยไปปักที่ผนังกำแพงด้านหนึ่งของตัวปราสาท นัยน์ตาสีม่วงตวัดดุมามองคนแย้มยิ้มหน้าตายไม่เปลี่ยนก่อนเอ่ยปาก ถามเสียงเครียด....
"นายยังไม่ตอบคำถามชั้น...."
"ชั้นไม่มีอะไรจะพูด" คำตอบที่ไม่ได้ให้ค่าอะไรต่างกับการไม่ตอบเลยแม้แต่น้อยทำให้คนหงุดหงิดง่ายสติขาดผึง เท้าทั้งสองจึงก้าวมาประชิดก่อนที่มือหนึ่งจะกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายขึ้น พร้อมกับที่มีดสีเงินวาววับจ่อที่คอของคนงี่เง่าที่เสือกไม่ยอมตอบคำถามเขา
"แล้วมีอะไรที่นายรู้แต่ไม่พูด นายคงไม่ปฏิเสธนะว่าไม่รู้ว่าชั้นรอดมาได้ไง ในเมื่อนายเป็นคนที่....." คำถามด้วยเสียงกระชากถูกหยุดเพียงแค่นั้นเมื่อคนฟังดันขัดขึ้น
"มันก็ไม่มีอะไรเลย...." ลูคัสแย้มยิ้ม...อ่อนโยน...อย่างที่ทำให้คนโมโหกรุ่นต้องชะงัก มือที่รั้งคออีกฝ่ายถูกปล่อยให้เป็นอิสระเพื่อสแดงให้เห็นว่าเขากำลังรอคอยคำพูดต่อมาอย่างสงบ.....
ก็แค่นายมันตายยากหนังเหนียวแค่นั้นแหละ อีกฝ่ายว่าพลางหัวเราะกรั่กๆอย่างที่ลอเรนซ์ตัดสินใจว่าคราวหน้าจะไม่หลงคิดอีกว่ามันจะพูดอะไรมีสาระ
นักบวชผมทองจึงได้แต่ขว้างมีดอีกกว่า 10 เล่มใส่ไอ้คนกวนโทสะตรงหน้า และการเล่นปาหี่ยังคงดำเนินไปรอบๆลานปราสาทอย่างดูจะสนุกสนานในสายตาของคนอื่นและลูคัส((และแน่นอนว่าไม่ใช่เลยในสายตาของลอเรนซ์)) ก่อนที่คนขว้างมีดชักจะเหนื่อยกับความคิดที่ว่าจะต้องตามเก็บอาวุธที่ปลิวว่อนไปทั่วแล้วเลือกที่จะเดินหนีดื้อๆกลับไปยังป้อมอัศวิน...ปล่อยจำเลยตัวแสบไว้กับคำสั่งเก็บของกลับและอาทิตย์ยามเย็น....
ดวงตาสีดำจ้องมองร่างของชายหนุ่มนักบวชที่กำลังเดินลับไป ก่อนรอยแย้มยิ้มที่ผิดแผกจากธรรมดาจะปรากฎขึ้นบนใบหน้า....พร้อมเสียงกระซิบเบาที่ไม่นานนักก็ละลายหายไปกับสายลม
"เรื่องทั้งหมดมันก็แค่....เรื่องที่ไม่พูดจะดีกว่าพูดไง ลอรี่"
+ + + + + +
เพราะมันเอาตัวเขามาขวาง เธอถึงไม่ตาย และรุ่นพี่ลอเรนซ์รอดชีวิตจากดาบฝ่าปฐพีอย่างหวุดหวิด แม้จะจมสลบเหมือดไปด้วยแรงกระแทกของดาบผ่าปฐพีที่เธอฟันไปอย่างไม่ถนัดเพราะถูกขวาง
แต่บัดนี้เธอไม่มีแก่ใจจะไปตามดูคนที่นอนสลบไสลอยู่อีกฝั่งฟากว่าเป็นอย่างไร เพราะเจ้าคนในอ้อมแขนของเธอบัดนี้ชีวิตอาจไปไม่รอด
เสียงตวัดดาบจากสถานที่ซึ่งแม้จะห่างกัน แต่เขาเห็นชัดเหมือนอยู่ตรงหน้าเพียงลัดนิ้วเดียว.....
ร่างของนักบวชเจ้าของผมสีทองดุจแสงอาทิตย์นอนราบนิ่งสนิททอดตัวบนพื้นหญ้าสีเขียวอ่อน ล้อมรอบด้วยไม้ใหญ่หลากหลายพันธุ์....ใบหน้าคมสวยที่มักจะตีตราหน้ากากบูดบึ้งเป็นอาจินนั้น..บัดนี้เหลือเพียงผิวซีดขาวจนดูเหมือนไร้เลือดขณะที่เจ้าตัวสิ้นสติจมดิ่งลงสู่ความมืด.....
ฝ่ายผู้ลงมือไม่ได้คิดแม้จะสังเกต...ไม่มีทางคิดถึง แล้วคงไม่มีวันมองเห็น เมื่อมันมัวแต่เอาตาไปมองไอ้เด็กหนุ่มตาสีเขียวที่ทำตัวน่าหงุดหงิดจัดในอ้อมแขน กับบาดแผลฉกรรจ์ที่เกิดเพราะอาวุธสีเงินจากคนของเขา....
เลือด...เป็นสิ่งมีค่ากับชีวิต เด็กนั่นจึงคิดถึงแต่จะหยุดของเหลวสีแดงที่รินไหลจากร่างของโร เซวาเรส...
เฟริน เดอเบอโรว์ เจ้าเด็กหัวขโมย....
มันคงเด็กจนเกินไปใช่ไหม หรือแค่โง่จนเกินรับ ถึงได้ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บร้ายแรงไม่ได้มีแค่เลือดที่ไหลทะลักตรงหน้า...หากแต่แรงกระแทกที่รุนแรงจากอาวุธหนักอาจไม่ส่งผลให้บังเกิดรอยแผล แต่ทำลายระบบอวัยวะภายในร่างกาย....แล้วกลายเป็นมัจจุราชเงียบเชียบคร่าชีวิตหนึ่งให้ปลิดปลิวหายไปโดยไม่มีใครได้ทันสังเกตด้วยซ้ำ...
ลอเรนซ์ ดอร์น กำลังเจ็บหนัก...หนักมาก...มากกว่าเจ้าขอทานกำมะลอนั่นหลายร้อยหลายพันเท่า... และถ้าปล่อยทิ้งไว้อีกไม่นาน...เพียงกว่าชั่วยามเดียว...เขาจะไม่มีทางลืมตาขึ้นมาเห็นแสงตะวัน...
หรือเป็นแสงสว่างให้ใครบางคนได้อีกต่อไป...
ภาพที่เห็นชัดเจนผ่านกระจกแว่นตาที่ลงอาคมเพื่อเฝ้ามองความเป็นไปของคนบางคนกระตุ้นให้ความโกรธพุ่งริ้วขึ้นจากส่วนลึกภายในจิตใจของผู้ได้รับฉายาซาตาน ดวงตาสีดำเรืองวาววับทิ้งความคิดที่จะลงมือเพียงแค่การ "หยอกเล่น" อย่างที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้า...
ไม่มีที่ว่างสำหรับความเห็นอกเห็นใจ หรือการเล่นเพื่อความสนุกสนานอีกแล้ว เมื่อเขามีสิ่งสำคัญอื่นที่ต้องคำนึงถึงมากกว่า....
เขาเป็นคนเดียวในตอนนี้ที่รู้ เป็นเขาที่ต้องช่วยมัน...เขาต้องรีบ...
ก่อนที่จะเสียดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งเดียวในโลกอันมืดมิดของตนไป....
และคิล ฟิลมัส...เจ้าเด็กโง่ตรงหน้าดันเสือกมีชีวิตอยู่เพื่อขวางทางเขา!!!
เสียงเหยี่ยวกู่ก้องร้องเหนือแนวฟ้าที่ตะวันกำลังจะลาลับ
คิลจ้องมองบุรุษร่างสูงเบื้องหน้าที่กำลังค่อยๆถอดแว่นตา สายลมหอบโชยกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวัง และเศร้าสร้อย ก่อนระเบิดออกด้วยรัศมีของการทำลายล้างและปีศาจ...
ลูคัส ซาโดเรีย
รอยยิ้มเยื้อนแย้มบนดวงหน้า ยามเอ่ยคำพูด
"สละตัวเองเพื่อปกป้องเจ้าหญิง ช่างทำตัวสมเป็นนักรบชาวป้อมอัศวินเสียจริงนะคิลลี่
คำพูดหยอกเย้าที่แฝงความเยียบเย็นไร้ที่สิ้นสุด โทสะที่เพียรจะระงับแต่ใจยังอดกล่าวโทษไม่ได้ถึงใครบางคนที่อาจหาญนัก เจ้าหญิงซึ่งไม่มีค่าควรที่จะให้ใครปกป้อง ไม่ใช่เพราะตำแหน่งธิดาแห่งความมืดซึ่งทำให้เจ้าตัวถูกใครๆตามล่า...แต่เพราะเธอดันกล้ามาลงดาบทำร้ายคนๆนั้นของเขา...
ฉันก็แค่ไม่อยากได้ชัยชนะมาอย่างสองรุมหนึ่ง คิลย้อนด้วยรอยยิ้มเหี้ยม "
คำพูดอย่างไม่เจียมตนจากนักฆ่าผู้ถูกตราหน้าว่าทรยศตระกูลเหมือนการสาดน้ำมันลงกองเพลิงกาฬนรก...แต่ต่างไปที่เพลิงกองนี้ไม่ได้โหมลุกโชนสูงขึ้นไร้เหตุผลเผาผลาญเชื้อเพลิงให้มอดไหม้อย่างโง่เขลา เพียงแต่เปลี่ยนจากแสงสีแดงที่ร้อนแรงเป็นสีน้ำเงินที่ดูเย็นเยียบแต่กลับทรงพลังมากขึ้นเหลือเชื่อ ใบหน้าตรงหน้ายังคงแย้มรอยยิ้มเย็น....หากไอแห่งความมืดและสิ้นหวังรุนแรงกลับพลุ่งพล่านกดทับบนบ่าของผู้มีศักดิ์เป็นรุ่นน้อง ให้แม้แต่ทายาทเดอะคิลเลอร์ชั้นนำของเอเดนต้องกัดฟันด้วยความกลัวก่อนทำใจดีสู้สิ่งที่ไม่ใช่แค่เสือ.....
นัยน์ตาของบุรุษสูงวัยกว่าพราวระริกถูกใจ กล่าวต่อกลั้วหัวเราะ
ความยุติธรรมกับนักฆ่า
คำกล่าวเยาะจากชายผมดำ ขณะที่เจ้าตัวเองก็ไม่วายต้องกัดฟันข่มอารมณ์....
มันยังมีหน้าทำเป็นหยิบยื่นความเป็นธรรมให้เขา....แต่เขาในตอนนี้ไม่มีอารมณ์แม้แต่นิดที่จะหยิบยื่นน้ำใจที่มีอยู่น้อยเหลือเกินนี้ให้ใคร....
ไม่มีเวลาแม้แต่วินาทีเดียวที่จะเสียให้เปล่าประโยชน์ได้อีกแล้ว ถ้าอยากจะรักษาสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้.....!!!
+ + + + +
มีใครสักคนเคยบอกใช่ไหม...ว่าอย่าหาห่วงผูกคอ อย่าหาภาระมาแบก อย่าหาเหาใส่หัว....
เพราะถ้ามีอะไรสักอย่างที่ต้องคำนึงถึง ความกังวลก็จะเข้าครอบคลุม ให้ใจที่ควรนิ่งกลับไม่สงบ ...ให้ตัวเขาว้าวุ่นไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้ ให้ตาทั้งสองข้างบอดมัวจนมองไม่เห็น และสิ่งที่เหลือสำหรับคนตาบอด....
จะมีอะไรนอกจากความพ่ายแพ้ปราชัย....
ไอ้เด็กบัดซบคิล ฟีลมัส!!
ลูคัส ซาโดเรีย สบถกรรโชกรุนแรง...แต่เพียงในใจ...
อย่างไรก็ตาม...แม้ความโกรธแค้นจะอัดแน่นจนหายใจขัด เขาก็ไม่คิดจะใช้กำลังที่เหลือเพียงน้อยนิดนี้ในการตะโกนก้องระบายอารมณ์ให้หมดเปลืองโดยเปล่าประโยชน์.... ร่างทั้งร่างยังคงชาจนแทบจะขยับไม่ได้ หากไม่ใช้ความพยายามอย่างที่สุดดิ้นรนฝ่าความเจ็บปวดซึ่งเสียดแทงยิ่งกว่าเข็มนับหมื่นแสนจงใจแกล้งปักลงมาบนร่าง ทุกย่างก้าวเหมือนเหยียบลงบนคมมีด แต่คนเป็นซาตานก็ยังคงตัดใจก้าวขาออกไปอย่างมุ่งมั่น สลักระเบิดที่มักจะติดตัวอยู่เสมอบัดนี้ถูกทิ้งร้างอย่างไม่ใยดี ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องใช้แว่นตาเพื่อสะกดกลิ่นไอของตัวเองหรือแม้แต่เสาะหาคนๆนั้นอีกแล้ว มันเปล่าประโยชน์ที่จะเสียพลังงานหยิบมันขึ้นมาในเมื่อเขาต้องสงวนทั้งพลังกายและพลังเวทย์เฮือกสุดท้ายก่อนที่ร่างนี้จะล้มลงหมดสติ เพื่อใช้ในการช่วยใครบางคนที่ยังคงนอนรอความตายอยู่อีกไม่ไกลนัก....
ห้านาทีที่ยาวนานชั่วกัปป์กัลสิ้นสุดลงเมื่อพุ่มไม้กอสุดท้ายที่ขวางหน้าถูกแหวกเปิดออก เผยให้เห็นสถานที่ซึ่งชัดเจนในความทรงจำเมื่อครู่ และใครบางคนผู้กำลังทอดร่างนิ่งสงัด หายใจรวยริน...
อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ช้าจนเกินไป....
ร่างสูงทรุดฮวบลงกับพื้นข้างตัวของอีกฝ่ายที่ทอดตัวนอนอย่างสงบ มือข้างหนึ่งช้อนศีรษะของนักบวชผู้ไม่มีอาการตอบสนองใดๆขึ้นพักไว้ที่แขนซ้าย ก่อนที่มือขวาจะค่อยๆก่อร่างไอเวทย์บางๆขึ้นเป็นลำแสงขาว และปล่อยมันให้ทิ้งตัวพุ่งผ่านเข้าไปในร่างของลอเรนซ์อย่างรวดเร็ว...
ลูคัสหลับตานิ่ง ผสานจิตเข้ากับเวทย์ที่ใช้รักษาเพื่อสำรวจอาการบาดเจ็บของอีกฝ่าย ก่อนที่ความหวาดกลัวจะพลุ่งพล่านขึ้นภายในใจ เมื่อความจริงที่ได้รับมันยิ่งกว่าที่เตรียมใจไว้...
ฤทธิ์ดาบผ่าปฐพีร้ายกาจดั่งฝันร้าย ระบบภายในร่างกายของคนตรงหน้าบอบช้ำมากเกินไป มาก...เกินความสามารถของสิ่งมีชีวิตโง่เขลาและไร้อำนาจอย่างเขาจะเรียกให้มันกลับคืนมา ที่ร่างของลอเรนซ์ยังไม่หมดลมหายใจในตอนนี้คงเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ของพระเจ้าที่เขาไม่คิดจะเชื่อ...แต่พรนั้นจะมีอีกนานแค่ไหน....
"นาย....ตายไม่ได้นะลอเรนซ์" เสียงสั่นเครือดังจากปากของผู้เป็นซาตาน มันยังคงวนเวียนซ้ำอยู่อีกหลายครั้งเหมือนบทเพลงที่บรรเลงซ้ำซากไม่รู้จบ น้ำอุ่นๆไหลลงอาบแก้มขณะที่ฝ่ามือยังคงพยายามเร่งลำแสงสีขาวให้ผ่านเข้าไปในร่างของชายผมทองที่สัญญาณชีวิตเริ่มขาดหายไปทุกทีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่จะคิดว่ามันเปล่าประโยชน์.....
แสงสีขาวสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆจากมือของนักเวทย์แห่งทริสทอร์ แสงแรงกล้าสุดท้ายสว่างไสวยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ ก่อนที่มันจะค่อยๆผ่อนจางและดับวูบลง พร้อมๆกับสติสัมปชัญญะของผู้ที่เหลืออยู่สุดท้ายก็หายวับไป....
และเสียงกิ่งไม้ไหวจากทางอีกด้านหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฎตัวของร่างสูงในชุดกระโปรงสีขาวยาว.....
+ + + + + +
"พวกนายหายไปไหนมาตั้ง 3 วัน ลูคัส ลอเรนซ์"
เสียงคำถามติดจะดุดังขึ้นภายในกระโจมที่พักแห่งหนึ่งของค่ายทหารเอเดนจากปากของเจ้าชายโรเวน ฮาเวิร์ด ใบหน้านั้นแสดงอารมณ์ขุ่นๆ ผิดกับนัยน์ตาสีน้ำเงินที่ฉายแววโล่งอกอย่างที่เจ้าตัวไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อยเมื่อได้พบเห็นเพื่อนร่วมรุ่นทั้งสองคนที่เรียกได้ว่า "หายสาปสูญ" อีกครั้งหลังจากงานวันนั้น....
"ชั้นย่ำแย่เพราะเจ้าหนูนั่นดันมีซัพพอร์ตดีเกินไป ส่วนใครไม่รู้แค่ถูกแรงกระแทกฉัวะเดียวกลับทำน็อกเสียยาว แล้วแทนที่ไอ้คนที่ฟื้นตัวก่อนจะมีน้ำใจไมตรีคิดช่วยคนเจ็บ ยังมีหน้ามาปามีดซ้ำเพื่อเรียกสติ" คำเล่ายาวเหยียดด้วยรอยยิ้มขบขันอารมณ์ดีเช่นเคยจากผู้คุมกฎฉายาซาตานแห่งป้อมอัศวิน ขณะที่คนเป็นนักบวชถลึงตาแล้วถลึงตาอีกใส่คนข้างๆ สะกดอารมณ์แทบตายที่จะไม่ซัดมีดอีกสักเล่มสองเล่มใส่มันให้เสียเครดิตจริงตามที่มันแหลว่าเขารังแกคนป่วย....
โรเวนถอนหายใจกับคู่ปาท่องโก๋ตรงหน้า หน้าของลูคัสยังคงซีดเซียวแม้เจ้าตัวจะพยายามกลบเกลื่อนด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใสหน้าบานเป็นจานเชิงอย่างไม่รู้ไปถูกหวยที่ไหนมาถึงได้ดูมีความสุขขนาดนี้ ขณะที่ลอเรนซ์เองแม้จะยังคงตีหน้าบูดสนิทตามเคยก็ยังดูโหดน้อยลงและเนือยๆกว่าปรกตินิดหน่อย แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องแปลกใจที่สุดก็คือความรู้สึกของตัวเองที่เห็นว่า...ไม่ว่าเมื่อไหร่ทั้งคู่ก็ยังให้อารมณ์เดิมไม่เปลี่ยนอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไร แล้วอยู่กับสองคนนี้มีเรื่องให้เขาต้องปวดหัวได้ทุกวัน แม้ว่ามันจะตามมาด้วยอารมณ์สนุก น่าตื่นเต้นด้วยก็ตาม....
"พวกนายยังไม่หายดี ไปพักผ่อนซะ โดยเฉพาะนาย ลูคัส" เสนาธิการคนสำคัญว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คำพูดที่ลอเรนซ์พยักหน้าน้อยๆอย่างเห็นด้วยก่อนขอตัวหิ้วปีกไอ้คนป่วยไม่เจียมสังขารกลับที่พักของตัวเอง...
"เกิดอะไรขึ้นวันนั้น"
คำถามด้วยเสียงเข้มคาดคั้นจากคนเป็นนักบวชเมื่อทั้งคู่เข้ามาอยู่ในกระโจมพักของพวกตน
"วันนั้น ? ชั้นจะรู้ไหมเนี่ยลอรี่..ว่านายถามถึงวันไหน"
เฟี้ยว!! ฉึก!!
มีดเล่มคมถูกซัดผ่าไปยังเป้าหมาย แต่คราวนี้ผิดออกไปตรงที่เป้าหมายนั่นไม่ใช่หัวของคนปากมาก แต่เป็นพื้นห่างจากเท้าของคนมีปัญหาเพียง 5 มิลเท่านั้น....
"อย่าให้ชั้นต้องกลายเป็นพวกรังแกคนอ่อนแอ...ลูคัส ซาโดเรีย" น้ำเสียงกร้าวอย่างบ่งบอกว่าอีกคนไม่มีอารมณ์จะทนการหยอกเย้าใดๆแม้แต่น้อยในขณะนี้
"เอ้า เอาน่าอย่าเครียดๆ ก็นายถามไม่เคลียร์...." คนถูกด่าพยายามปะเลาะเต็มที่
"ชั้นถามถึงวันที่พวกเราไปตามจับไอ้พวกเด็กนั่น มันเกิดอะไรขึ้น!!!"
ลูคัสทำตาแป๋วน่าหมั่นไส้จ้องมองคู่สนทนาตรงหน้าก่อนว่าพลางยักไหล่...."ก็จะเกิดอะไร นายก็แค่ถูกแรงกระแทกจากดาบของเจ้าหนูเฟรี่วืดเข้าให้ก่อนสลบเหมือดเกือบวันเต็ม ส่วนชั้นก็โดนอาคมของคาลี่กับไฟฟ้าของคิลลี่จนน็อกเอาไปกว่า 2 วันก็แค่นั้น"
"ชั้นไม่คิดว่าตัวเองอ่อนแอจนโดนแค่นั้นจะสลบเป็นวัน" คิ้วเข้มขมวดมุ่นขึ้น จ้องมองไอ้คนกะล่อนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อถือ
"นายไม่เชื่อ? ก็แล้วถ้านายไม่เชื่อชั้นก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว" ว่าพลางคนเป็นซาตานก็โคลงหัวยิ้มเผล่ให้ มุดตัวลงบนที่นอนก่อนจะยกผ้าห่มขึ้นคลุมโปงเฉย...
"ลูคัส!!" คนได้แต่มองเริ่มตวาด แต่ก็ต้องชะงัก เมื่ออีกฝ่ายท้วงกลับมา
"อย่ารบกวนคนป่วยน่าลอรี่....ชั้นขอเถอะ มันเหนื่อยจริงๆ" เสียงอ่อยๆบอกความเหนื่อยอ่อนอย่างที่อะไรบางอย่างกระตุ้นให้ลอเรนซ์รู้ว่าคราวนี้คนตรงหน้าไม่ได้เสแสร้ง ดังขึ้นจากใต้ผ้าห่มผืนหนาก่อนที่คนว่าจะตกลงสู่ห้วงแห่งนิทราอย่างรวดเร็ว...
แล้วสิ่งที่นักบวชแห่งป้อมอัศวินทำได้ในตอนนั้นก็แค่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบ้าง โดยพกพาความสงสัยตามไปในห้วงฝัน....
+ + + + +
สิ้นคำสั่งประกาศ นักรบหญิงบนหลังมังกรเพลิงก็หายวับไปจากกระดาน ก่อนที่เสียงสายฟ้าจะฟาดเปรี้ยงแล้วร่างของนางจะโผล่มาปรากฎอยู่ ณ สมรภูมิรบดินแดน ดีห้า พร้อมเพลิงมรณะจากปากมังกรที่พุ่งโหมเข้าใส่เบี้ยตัวจ้อยที่เป็นเหยื่อเป้าหมาย
พริบเดียวที่ไฟโหมลุกพรึ่บท่วมไปทั้งร่างลอเรนซ์ให้คนดูแทบจะลุกพรวดขึ้นมายืนด้วยความตะลึง เสียงร้องเจ็บปวดของผู้กำลังถูกไฟคลอกดังไปทั่วทั้งสนามก่อนจะค่อยๆเงียบลงอย่างบ่งถึงชะตากรรมของผู้ต้องไฟ ให้เหลือแต่เพียงสตรีผู้กำชัยหัวเราะลั่นอยู่บนฟากฟ้า..
ฉับพลันพายุกริชสีเงินก็ถูกซัดวูบออกมาจากกองเพลิงมรณะ พายุกริชนับร้อยที่พุ่งตรงดิ่ง หยุดเสียงหัวเราะและลมหายใจของทุกคนบนสนาม เมื่อพายุกริชที่ราวมีชีวิตปะทะกับกำแพงเวทที่ควีนแห่งฝ่ายเดมอสสร้างขึ้น การปะทะที่ดึงดันอย่างไม่มีใครยอมใคร
กริชเงินที่เต็มไปด้วยแรงพลังของชีวิต
กริชเงินที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของจิตวิญญาณ
กริชเงินที่เต็มไปด้วยความหวังในชัยชนะ
เสียงกำแพงเวทสั่นสะเทือนระริกๆ ก่อนที่จะแตกกระจายแล้วพุ่งตัวซัดวูบยังเป้าหมายให้เสียงระเบิดใหญ่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งฟากฟ้า ก่อนจะเป็นความเงียบกริบที่วังเวง
นัยน์ตาของสตรีผู้รอดตายด้วยการใช้เวทเคลื่อนย้ายตนออกมาจากเป้าหมายในชั่ววินาทีสุดท้าย ตวัดมองซากมังกรที่กลายเป็นเหยื่อกริชอันทรงฤทธิ์ ก่อนเบือนกลับไปยังเพลิงมรณะที่บัดนี้ค่อยสงบลงแล้วเหลือทิ้งเพียงร่างบุรุษผู้อหังการ์
บุรุษผู้จากไปกับการสูญเสียแรกของเอเดนในศึกเกียรติยศ...
เขากำลังรู้สึกตัว.....
ภาพเบื้องหน้ายังคงเป็นสีดำมืดทาสนิทเสียยิ่งกว่ากลางคืน อาจเป็นเพราะเปลือกตาหนักๆทั้งคู่ยังคงดื้อจนไม่ยอมลืมขึ้นตามคำสั่งเจ้าของ แม้กระนั้นความรู้สึกของปลายนิ้วที่สัมผัสกับอะไรบางอย่างก็ชัดเจนในมโนสำนึก...ให้ระลึกได้ว่าร่างและตัวของเขาดูจะยังไม่ได้หายไปไหน....
ความทรงจำถึงความเจ็บปวดที่ผ่านวาบ ความร้อนที่ลุกท่วม....ความรู้สึกเสี้ยววินาทีสูญสลายที่ตัดใจยอมรับชะตากรรมเพื่อส่งอาวุธสุดท้ายเข้ากำราบศัตรู.....ผ่านไปนานขนาดไหนแล้วก็ไม่รู้...เมื่อไม่สามารถมองเห็นนาฬิกาสักเรือนหรือออกปากถามใครๆ....
หรือบางที...นี่อาจจะเป็นความรู้สึกหลังสิ่งที่เรียกว่า....ความตาย
ความสงสัยผุดขึ้นให้คิ้วเข้มกระตุกเหมือนจะขมวดมุ่น....ความรู้สึกที่ว่า "ไม่รู้" มันเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลารู้สึกเหมือนตัวเองลอยเคว้งอยู่ในห้วงมิติสีดำ.....
แต่.....สัญญาณอะไรบางอย่างนั่น......
คิ้วขมวด.....ได้?
และหลังจากการรับรู้ครั้งที่สอง....ความรู้สึกทั้งมวลก็เริ่มถูกปลุกให้ตื่นด้วยอัตราเร็วกระชั้นขึ้นเรื่อยๆ มันไล่ขึ้นจากปลายนิ้ว ก่อนที่จะตามมาที่แขนขา ลำตัว และใบหน้า สิ่งที่เหมือนกระแสเลือดวิ่งผ่านไปทั่วกาย...สูบฉีดให้รู้สึกได้ถนัดชัดเจน...และทำให้เขาได้ถือครองอำนาจเป็นนายของร่างกายตนเองอีกครั้ง
ดวงตาสีอเมธิสท์กระพริบถี่ค่อยเผยออกช้าๆให้ภาพของเพดานสีขาวสะอาดตาเข้าคลองจักษุเป็นภาพแรก....ตามติดด้วยทิวทัศน์ของตะวันกลมโตยามอัสดงที่ฉายแสงจากภายนอกผ่านบานกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่ซึ่งถูกชุบย้อมเป็นสีแดงเรื่อ... มันชวนให้ทั้งสบายตาและสงบใจ แม้จะให้ความรู้สึกแปลกๆในขณะเดียวกันเมื่อคิดว่าเขาเคยโยนสิทธิ์ที่จะได้มองเห็นทั้งหมดนี้ทิ้งไปแล้วเสียในครั้งหนึ่ง...
"สายัณสวัสดิ์ ลอเรนซ์ ดอร์น นักบวชแห่งแอเรียส" เสียงนุ่มหวานดังทักขึ้นจากทางด้านซ้าย...กระตุ้นสัญชาตญาณของคนที่นอนอยู่ให้หันขวับกลอกตาไปมองตามที่มาของเสียง....
ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏชัดเบื้องหน้า...ผมยาวสลวยสีทองที่บัดนี้ผสานกับแสงสุดท้ายของวันเป็นประกายดุจเปลวเพลิงล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่ที่งามละมุนจับตา เส้นไหมล้ำค่านั้นถูกตกแต่งด้วยผ้าแพรละมุนสีขาวสะอาดซึ่งคลุมอยู่บางเบารับกับชุดกระโปรงสีขาวสะอ้านยาวกรอมเท้า เธอนั่งประทับอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีสุขุมนุ่มนวลราวหงส์แต่ทรงอำนาจดุจนางพญา ดวงตาสีรัตติกาลจ้องตรงผ่านแพขนตางอนมายังร่างของเขาและราวกับจะมองล้วงลึกลงไปถึงภายในก้นบึ้งแห่งจิตใจ...
ลูน่า เกรเดเวล ราชินีจันทรา...เจ้านครจันทราแห่งเดมอส
"ทำไมชั้นถึงอยู่ที่นี่" ถ้อยคำถามด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นอย่างไม่คิดไว้หน้าใครทำเอาใบหน้าของฝ่ายถูกถามตึงไปนิดก่อนจะตอบกลับสั้น
"ท่านบาดเจ็บ..."
"ควรจะเป็นตายไปแล้วมากกว่าบาดเจ็บ" ชายหนุ่มผมทองสบถพึมพำกับตัวเองเมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ...
ช่วงนาทีวิกฤตที่ไม่น่าจะเหลือรอดเมื่อไอ้หนูหัวขโมยดูจะมุ่งมั่นกับการชิงชัยและการแข่งจนลืมสิ้นทุกอย่างแม้แต่จะออกคำสั่งยอมแพ้ และเขาเองก็ไม่เคยคิดจะทิ้งศักดิ์ศรีรักษาชีวิตตนเอง เมื่อมันเป็นอย่างงั้น...จะมีอะไรอธิบายการยังมีชีวิตอยู่ของเขาได้บ้าง เขาที่ควรจะถูกพัดหายไปในกองเพลิงแต่กลับมานอนแผ่อยู่ที่นี่โดยไม่มีแม้บาดแผลหรือรอยไหม้สักแห่ง...
ทำไมเขาถึงรอด เขารอดมาได้ยังไง และคนที่ช่วยเขาทำเพื่ออะไร...
ความคิดที่ยิ่งขบก็ยิ่งกังขา ความกังขาที่ทำให้คนความอดทนต่ำเริ่มสวมหน้ากากบูดบึ้งอีกครั้ง ก่อนจะขยับลุกขึ้นเมื่อรู้สึกถึงกำลังวังชาที่เริ่มกลับคืนมา....แต่คนไม่สบอารมณ์ก็ยิ่งต้องตีหน้าดุหนักเมื่อท่าทีของเขากลับทำให้อีกฝ่ายหัวเราะเสียเฉย นัยน์ตาสีม่วงกร้าวจึงหันไปสบกับอัญมณีสีดำสนิทเหมือนจะปราม หากราชินีจันทราแห่งเดมอสกลับขยับยิ้มเหมือนขบขันก่อนว่าเย้าอย่างไม่คิดใส่ใจหวั่นเกรงกับการขู่ของ ลูกแมว
"ขอโทษที...ไม่คิดว่าท่านจะอยากตายมากกว่า"
"ชั้นไม่กลัวความตาย แต่ก็ไม่เคยคิดอยากทิ้งชีวิตตัวเอง" ลอเรนซ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักและแววตาเย็นเฉียบ ขณะที่เท้าทั้งสองเลื่อนลงมาจากเตียงเพื่อเหยียบยืนบนพื้นหินอ่อนสีเข้มแปลกตา....
เป็นคำตอบที่ดี ริมฝีปากรูปกระจับแดงขยับยิ้มเรื่อ พยักหน้าน้อยๆส่งมาให้ ก่อนร่างบางจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่พำนัก เธอหันมาทาง แขก แล้วจึงเปรยต่อ ท่านรู้สึกตัวแล้วก็ดี คราวนี้คงได้เวลาย้ายไปห้องรับรอง
ชั้นไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือจากแม่มด คำพูดตอกหน้ากลับจากปากของนักบวชแห่งป้อมอัศวินฟังดูห้วนเสียจนเรียกได้ว่าไร้มารยาท แม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยคำนึงถึงเท่าไหร่นักอยู่แล้วก็เถอะ แต่ถ้อยคำที่หลุดออกจากปากนั้นทำให้ลอเรนซ์ก็ชักจะสงสัยตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ
ชั้นแค่คิด...ก็พูดออกมาอย่างนั้นเหรอ ถ้อยกล่าวระลอกสองที่เจ้าตัวมั่นใจว่าตั้งใจให้เพียงจำกัดอยู่ในห้วงความคิด ทำให้ลอเรนซ์หันมามองนางพญาตรงหน้าด้วยสายตาขุ่นด้วยความโกรธระคนไม่ไว้ใจก่อนเอ่ยถามเสียงเข้ม
ทำอะไรกับชั้น!!
เรารักษาอาการบาดเจ็บให้... อีกฝ่ายยังคงตอบกลับน้ำเสียงเรียบไม่สะทกสะท้านต่อคำถามที่เหมือนจะข่มขู่นั่นแม้แต่น้อย....
ใบหน้าเฉยชาจากสตรีเบื้องหน้าทำเอาอารมณ์กรุ่นๆของลอเรนซ์เริ่มทำงานอีกครั้ง อย่าคิดว่าชั้นไม่รู้...ท่านร่ายอาคมใส่ชั้น!!
อีกฝ่ายถอนหายใจเบาก่อนเอ่ยอธิบายพระพักตร์เรียบ เราร่ายอาคมนะใช่ แต่ไม่ได้ใส่ท่าน ลอเรนซ์ ดอร์น ท่านควรจะรู้เสียทีว่าที่นี่เป็นอาณาจักรของเรา....และอย่าคิดอะไรงี่เง่าว่าเราทำมันเพื่อเล่นงานใครเฉพาะเจาะจง....เพราะเรากางเขตอาคมให้ที่นี่มานานมากกว่าอายุท่านนัก
คำตอบที่ทำให้คนฟังชักงงจนหลุดปากถาม...อาณาจักร ?
ก็ถ้าท่านยังไม่รู้....ยินดีต้อนรับสู่เมืองจันทราแห่งเดมอส ลอเรนซ์ ดอร์น เดอะพรีสต์ ออฟ แอเรียส
+ + + + +
อยู่ที่นี่นานกว่านี้สักวินาทีเขาคงเป็นบ้า....
และเขาคงจะต้องเป็นบ้าแน่ๆ เพราะไม่มีทางที่จะได้ออกไปจากที่นี่ภายในเวลาหนึ่งวินาที....
เสียงสาวเท้าสวบสาบดังสะท้อนก้องไปทั่วทางเดินพื้นหินอ่อนสีขาวซึ่งทอดตัวยาวคดเคี้ยวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เส้นทางภายในวังจันทราดูจะลึกลับซ่อนเงื่อนเสียจนถ้าเขาถูกปล่อยไว้ที่นี่ลำพังก็คงพูดได้คำเดียวว่าหลงสนิท มันน่ารำคาญเมื่อไม่รู้ว่าต้องเดินไปอีกไกลเท่าไหร่บนเส้นทางบ้าๆนี่ แล้วนอกจากความหงุดหงิดกับทางแสนวกวน...มันก็ยิ่งน่าขัดใจเมื่อบรรยากาศที่อยู่รอบตัวเขากับผู้นำทางตรงหน้ามันเป็นความเงียบที่กดทับอึดอัดจนเขาหงุดหงิด....และเขตอาคมงี่เง่านี่ก็เกือบจะทำให้หลุดทั้งสบถด่าหรือเปรยคำพูดงี่เง่าไปหลายรอบ ยังดีที่สติเขายังพอมีทำให้ปากยังคงสงบคำอยู่ได้....
ดูท่านมีปัญหา....คุยเล่นกันเสียหน่อยไหม คนเป็นราชินีกล่าวเย้าขึ้นเหมือนจะอ่านใจเขาได้....ก่อนที่เจ้าหล่อนจะเบือนหน้ากลับมาหาคู่สนทนา แววตาสีดำฉายประกายระริกบอกความนึกสนุกชัดที่ทำให้เขานึกถึงใครบางคนที่ดูจะนิสัยละม้ายกัน...
คุยกับท่านยิ่งปวดหัว ลอเรนซ์บ่นอุบ
เราไม่ได้ตั้งใจ.ให้ท่านรู้สึกแบบนั้น ลูน่าว่าพลางแย้มสรวล หัวเราะเบาๆ
นักบวชแห่งแอเรียสมองหญิงตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจออกปากถามสิ่งที่สงสัยมานาน ช่วยชั้นเพื่ออะไร?
เราอยากช่วย อีกฝ่ายก็ตอบกลับทันควันแม้จะสั้นจนห้วนไปในความคิดของลอเรนซ์
แค่นั้น? เสียงท้ายขึ้นสูงเป็นเชิงถาม
ช่วยคนต้องอ้างเหตุผลสักกี่ข้อกัน ลองบอกแม่มดอย่างเราสิ ท่านนักบวช..... คำย้อนกลับที่ทำให้คนถามได้แต่นิ่งอึ้งไปโดยไม่สามารถเอ่ยคำใดๆย้อนกลับมาได้ ใบหน้าคมคายมีสีหน้าครุ่นคิดไปตลอดทางก่อนจะถูกขัดจังหวะด้วยถ้อยคำจากราชินีจันทรา
ห้องรับรองนี้เราจัดให้ท่าน พักผ่อนให้สบาย หายดีเมื่อไหร่เราจะเป็นธุระส่งท่านกลับเอเดน
ชายหนุ่มจ้องนิ่งไปยังสตรีเบื้องหน้า พยายามมองลึกเข้าไปควานหาความหมายของการช่วยเหลือที่มากจนน่าสงสัยนี้จากดวงตาสีดำสนิทนั่น ก่อนที่ความไม่ไว้ใจทั้งมวลจะถูกทำให้ลดลงรวดเร็วอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร และความรู้สึกที่ขึ้นมาแทนที่ก็ดันคำพูดหนึ่งให้หลุดออกมาจนได้....
ขอบคุณ.... ลอเรนซ์ว่าเบาๆเหมือนกระซิบแก่หญิงตรงหน้า....เขาสาวเท้าเข้าไปในห้องก่อนปิดประตูลง โดยไม่ได้สังเกตถึงแววตาทรงอำนาจที่อ่อนลงจนเรียกได้ว่าอ่อนโยนที่สุดของเธอ ก่อนที่หน้างามนั้นจะกลับไปตีพักตร์เรียบเช่นเคย....
+ + + + +
แค่อยากช่วยงั้นเหรอครับ คราวนี้เหตุผลของท่านดูจะแย่ไปหน่อยละมั้ง ท่านลูน่า เกรเดเวล
เสียงเย้าด้วยอารมณ์สบายๆจากชายผู้อารมณ์ดีเสมอเจ้าของเส้นผมสีดำขลับ เขานั่งด้วยท่าทีผ่อนคลายอยู่บนเก้าอี้ต่อหน้าบัลลังค์ของวังจันทรา มือข้างหนึ่งยังคงถือถ้วยชาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นซึ่งเจ้าตัวยกขึ้นมาจิบเป็นครั้งคราวระหว่างการสนทนา นัยน์ตาสีนิลทอประกายวิบวับผ่านกระจกแว่นตามีแววทะนงตน...แม้เจ้าตัวจะพยายามทำให้อ่อนลงเล็กน้อยเมื่ออยู่เบื้องพักตร์สตรีตรงหน้า..
แล้วคิดว่าเราควรจะให้เหตุผลไหนดีเหรอ ลูคัส ซาโดเรีย สตรีผู้ประทับบนบัลลังก์เอ่ยถามเป็นเชิงขอความเห็น
คนฟังฉีกยิ้มกว้าง ก่อนว่าหน้าตาเฉย เหตุผลที่ท่านรู้ และผมก็ได้รู้
คำตอบกลับง่ายที่ราชินีจันทราได้แต่ถอนหายใจรับ ตวัดดวงตาคู่คมพยายามปรามคนตรงหน้าแล้วเอ่ยย้ำ ท่านก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
เป็นไปไม่ได้..? นักเวทย์จอมกะล่อนแห่งทริสทอร์ทวนคำขึ้นเสียงสูง เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกลอเรนซ์ ทั้งๆที่ท่านเล่าให้ผมฟัง? คนพูดว่าพลางเอื้อนยิ้ม รอยยิ้มที่แฝงเลศนัยให้หญิงตรงหน้าได้รู้ว่าเขากำลังเตรียมการจะบลั๊ฟเธอ..
และเธอก็ควรจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีที่จะแสดงให้เขารู้ว่าเขากับเธอยังห่างชั้นกันนัก...
หรือท่านจะเป็นตัวแทนบอกเขาให้เราก็ได้ ซาตานแห่งเอเดน....เราจะขอบคุณ หญิงตรงหน้าว่าเรียบๆด้วยน้ำเสียงจริงจัง....
คำขอที่โยนการตัดสินใจสุดท้ายมาให้เขาเสียเต็มรักจนคนเสนอความคิดแทบจุกกระอัก อ้าปากค้างอย่างคิดคำพูดต่อไม่ออก เขาอ่านไม่ถูกแม้แต่น้อยว่าสตรีตรงหน้าจะมามุกนี้ ...มอบอำนาจแห่งการตัดสินใจที่จะเก็บความลับทั้งหลายนั่นไว้ต่อไปหรือไม่ให้กับคนอย่างเขา....
คำพูดที่แสดงให้เห็นว่าลูน่า เกรเดเวล เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ทั้งอำนาจและจิตใจ ใจของแม่มดที่กลับกว้างยิ่งกว่าสมุทร...ใจซึ่งเตรียมน้อมรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่หวั่นเกรง...
ส่วนเขาคือคนที่ประเมินน้ำใจเธอผิด ให้ค่ามันพลาดเพราะดันคิดไปว่าเธอจะหวาดกลัวต่อความจริงในอดีตเช่นกัน....
ความจริง...ความจริงที่ไม่มีวันตาย แต่บางที....ไม่รู้....อาจจะดีกว่าก็ได้
ผมว่า...หน้าที่นี้ขอไม่รับจะดีกว่า ลูคัสว่าพลางยกมือโบกไหวๆเป็นเชิงยอมแพ้
ราชินีจันทราขยับยิ้มแสนหวานอย่างผู้กำชัย รอยยิ้มที่ขับฉายบนดวงหน้างามอันไล้ด้วยเส้นผมสีทองสลวยชวนให้ไพล่คิดไปถึงใครอีกคนที่เป็นเจ้าของเรือนผมสว่างเฉกกันนั่นนัก....
ถ้าสายเลือดส่งผลให้หมอนั่นแย้มยิ้มอย่างงั้นเป็นบ้างก็คงจะแปลกดีพิลึก....
เราต้องขอบคุณท่านจริงๆ ลูคัส แห่งทริสทอร์ เสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นถ้อยคำที่เขาแทบไม่เชื่อหู เพราะมันให้บรรยากาศที่ต่างไปจากเมื่อครู่สิ้นเชิง ไม่ได้เป็นบทลองปะทะคารมหรือคำหวานที่ประดุจน้ำผึ้งอาบยาพิษอย่างที่คนตรงหน้าถนัดนัก หากแต่เป็นสรรพสำเนียงแห่งความอบอุ่นอ่อนโยนที่หญิงคนนึงพึงจะมีได้....
ความคิดที่ทำให้เกราะแข็งๆสีดำทะมึนของคนเป็นซาตานอ่อนลง ให้ใบหน้าคมแย้มยิ้มอบอุ่นกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงใจไม่ผิดกัน ผมสิต้องขอบคุณ ถ้าวันนั้นท่านไม่มาช่วย ลอเรนซ์คงย่ำแย่ และหากไม่ใช่เพราะท่านดึงดันเลือกวิธีแก้ปัญหาด้วยการผูกหุ่นย้ายวิญญาณแทนตัวเขาเมื่อคราวดาบผ่าปฐพีของเฟรี่แทนการรักษาแค่พอทุเลาอย่างที่ผมเคยขอ หากร่างจริงของลอเรนซ์อยู่ในสนามแข่งอย่างที่ควรจะเป็นไม่ใช่รักษาอยู่ที่เมืองจันทรา....เราก็คงต้องเสียเขาไปอีกครั้งตลอดกาล
นั่นคงเป็นการใช้พลังเพื่อคนของเราเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชั่วชีวิตของราชินีจันทราแห่งเดมอส ลูน่าว่าตอบ แต่ก็เป็นเพราะท่านที่ทำให้หุ่นไม่ค่อยสมประกอบของเราดูสมจริงพอ...จำได้ว่าท่านใส่ทั้งมายาภาพและเลือดเนื้อลงไปในหุ่นนั่น...ทำให้แผลเล็กๆมีเลือดไหลซิบได้อย่างร่างมนุษย์จนหลอกตาคนทั้งเอเดนได้สนิทมันดูเหมือนจริงเสียจนเรายังแอบทึ่งไม่ได้
ท่านต้องรู้ว่าลอรี่ฉลาดแค่ไหน แม้เขาจะไม่ค่อยสนใจตัวของตัวเองนัก แต่หากไม่เปลืองแรงสักหน่อยเขาที่ไวเป็นกรดก็จะเอามีดจ่อคอผม ลูคัสตอบกลั้วหัวเราะ
ลูน่ามองบุรุษตรงหน้าอย่างพินิจ คนที่ขี้เล่นเหลือเกินแต่ในขณะเดียวกันก็โหดเหี้ยมนัก.....คนๆนี้ซึ่งผ่านชะตากรรมอันเลวร้ายมายืนอยู่ด้วยการสร้างเกราะในใจของตนเอง คนที่ยืดถือกับแสงเพียงหนึ่งเดียว...คนเพียงคนเดียว....
ต่อไปนี้ก็คงต้องฝากลอเรนซ์ไว้กับท่านอีกครั้งแล้ว สายเลือดแห่งราชวงศ์ทริสทอร์
อย่าพยายามยัดตำแหน่งนั่นให้ผมเลยท่านลูน่า แม้ว่ามันจะเคยเป็นของผม และอย่าฝากลอรี่ไว้กับคนแบบนั้น เพราะแม้เขาจะภักดีต่อพวกท่านด้วยพันธะสัญญา แต่เมื่อมันเป็นความสัมพันธ์นายบ่าว คนเป็นข้าย่อมไม่มีสิทธิควานหาความจริงของนาย และเขาจะไม่มีวันเข้าถึงจิตใจคนของท่านได้อีกเลย ลูคัสเบือนสายตาสบเข้ากับใบหน้าของหญิงสูงศักดิ์ด้วยแววตาจริงจังก่อนขยับปากเอ่ยถ้อยคำต่อมา....
ปล่อยผมเป็นแค่ซาตาน...แล้วชั่งใจของท่านว่าจะกล้าฝากเขาคนนั้นไว้กับคนบาปอย่างผมไหม
ราชินีจันทราแย้มสรวลให้กับคนตรงหน้า ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นซาตาน ชายที่กลิ่นไอของเขาช่างมืดดำและเยียบเย็น คนที่คงบอกตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเขาชินชา....และอยู่รอดด้วยการเหยียบย่ำบนคาวเลือดและความตาย หากแต่เธอไม่สงสัยแม้แต่น้อยว่าเขาจะเป็นผู้เดียว...ผู้เดียวจริงๆที่เธอสามารถพูดได้เต็มปากอย่างมั่นใจ...ว่าห่วงใยเด็กคนนั้นเสียมากยิ่งกว่าตัวเธอ...
คนที่เธอมั่นใจว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยแสงสว่างของเขาให้ตายจากไปแม้ต้องแลกด้วยชีวิตตนเอง.....
เราเชื่อใจในซาตานมากกว่านักบุญ ลูคัส ซาโดเรีย เพราะเขาไม่เคยถูกผูกมัดด้วยศักดิ์ศรีค้ำคอ หรือพันธะแห่งความถูกต้องใดๆมากไปกว่าทำตามจิตวิญญาณตนเอง ลูน่าตอบกลับด้วยถ้อยคำหนักแน่น คำพูดและน้ำเสียงกังวาลที่ถ่ายทอดสัญญาณแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจให้เต็มตื้นในความรู้สึกของคนที่ได้รับ....
ความเชื่อใจที่ในโลกอันกว้างใหญ่นี้มีสิ่งมีชีวิตเพียงสองที่มอบให้เขา....หนึ่งคือคนที่อารมณ์บูดเป็นนิจที่คงกำลังนอนหงุดหงิดอยู่ไม่ไกล และสอง...คือหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่มดปีศาจคนนี้.....
บางทีมันอาจเป็นลิขิตจากใครบางคนที่ทำให้เขาต้องมาติดหนี้ให้กับคนของสายเลือดนี้อย่างไม่มีวันชดใช้ได้หมด.....
ถ้างั้นผมคงถือว่าตัวเองได้สิทธิ์ไปวุ่นวายกับหมอนั่นเหมือนเดิม ชายหนุ่มว่าพลางหัวเราะแก้เก้อเมื่อคิดได้ว่าตนปล่อยทิ้งระยะให้ความเงียบมาปกคลุมนานเกินไปหน่อยแล้ว
พูดอย่างกับว่าถ้าเราไม่บอกฝากเขาไว้กับท่านแล้วท่านจะยอมฟังเรางั้นแหละ ซาตานแห่งเอเดน สตรีตรงหน้าเหยียดริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเย้ากลั้วหัวเราะอย่างไม่จริงจัง
มันก็แค่เป็นอย่างที่ท่านบอก ผมไม่สนใจอะไรนอกจากทำตามหัวใจตัวเองเท่านั้น เป็นคำตอบพร้อมอาการไหวไหล่อย่างไม่แยแสความรู้สึกใครจากคนที่ถนัดแต่เป็นนายตัวเองอย่าง ลูคัส ซาโดเรีย
+ + + + +
เสียงม้าควบกุบกับไปตามทางแคบตัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างและพื้นดินสีน้ำตาล ท้องฟ้าวันนี้เป็นสีฟ้ากระจ่างสดใสประดับด้วยก้อนเมฆขาวเป็นหย่อมๆที่ชวนให้สบายตา อาทิตย์ดวงกลมฉายแสงเจิดจรัสเหนือศีรษะร้อนแรง ทรงพลังแสงถึงอำนาจแห่งการมีชีวิต.... ทั้งหมดเหมือนจะถูกกำหนดให้เป็นไปเพื่อต้อนรับการเดินทางกลับถิ่นฐานของคนหนึ่งคู่...
แต่ไอ้คนหนึ่งคู่นั่นดูจะไม่ค่อยสนใจกับความรื่นรมย์ที่ธรรมชาติพยายามสรรค์สร้างให้เอาเสียเลย.....เมื่อคนหนึ่งก็เอาแต่บ่นด้วยอารมณ์ขุ่นๆ และอีกคนก็สักแต่จะกวนหัวป่วนเส้นประสาท....
สรุปว่าแกไม่คิดจะเล่าอะไรให้ชั้นฟัง? คำถามเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้เพราะไม่มีใครสนใจนับด้วยอารมณ์บูดสนิทที่หน้าคนพูดดูจะยิ่งเพิ่มอัตราการบึ้งตึงขึ้นไปอีกหลายดีกรี จนคนฟังชักจะสงสารว่ามันคงจะแก่เร็วกว่าคนปรกติหลายเท่านัก
นายก็อย่าซีเรียสกับชีวิตมากเลยน่าลอรี่ รอดมาได้ก็ถือว่าเป็นโชคดี แล้วนายจะขุดคุ้ยให้ปวดหัวทำไม ซาตานแห่งป้อมอัศวินว่ากลั้วหัวเราะขณะมือยังคงจับสายบังคับม้าอย่างเหนียวแน่นเมื่อต้องกระโดดหลบมีดหนึ่งเล่มที่เฉียดผ่ามาระยะเผาขน
ใจเย็นหน่อยลอรี่ บนรถม้าอย่างงี้ชั้นไม่ค่อยถนัด
ระยำ ลอเรนซ์สบถพึมก่อนต่อ งั้นแกก็ลงไปซะ แค่บังคับม้าชั้นไปคนเดียวได้
ว้า นายนี่ก็ใจร้าย นายไล่ชั้นลงแล้วคนอย่างชั้นที่อุตส่าห์ถ่อมารับนายถึงวังจันทราจะกลับเอดินเบิร์กยังไงเล่าลอรี่ ไอ้คนที่ดูจะเกิดมาฝึกความอดทนของเขาก็ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียแต่ว่าเขาดูจะเป็นลูกศิษย์ที่แย่เมื่อไม่ว่ายังไงจุดเดือดของเขาก็ไม่เคยจะสูงขึ้น....
เมื่อไหร่แกจะ.....
เลิกเรียกชั้นว่าลอรี่.... ลูคัสต่อให้พลางเหยียดยิ้ม ก่อนมือหนึ่งจะตวัดอย่างรวดเร็วมาคว้ามือของคนเป็นนักบวชที่กำลังจะออกมีดอีกเล่มเฉือนหน้าคนทำรู้ดี อย่าปามีดเล่นเลยน่าลอรี่ นี่มันไม่เหมือนที่เอดินเบิร์ก ของกลางจะได้ไปปักบนกำแพงให้นายหยิบกลับมารียูส นายปามีดไปมันก็หายต๋อม ประหยัดไว้บ้างก็ได้เพราะชั้นเสียดายแทน
คำพูดที่ฟังผ่านๆก็มีเหตุผล แต่พินิจดีๆแล้วงี่เง่าจากไอ้คนสอนเขาประหยัดเงินทำเอานักบวชผมทองกัดฟันกรอดก่อนว่า งั้นแกก็ช่วยเสียสละอยู่นิ่งๆให้มีดมันไปปักซะบ้าง มันจะได้ไม่หายไปไหน
แต่คำพูดของเขากลับถูกตอบด้วยเสียงหัวเราะพร้อมคำพูดสบายๆ เรื่องไรกัน นายรอดชั้นตาย แล้วเราจะได้อยู่ด้วยกันเหรอ
ไอ้บ้านี่ยังมีหน้ามาพูดเรื่องเป็นตายหรืออยู่ด้วยกัน.....
ความคิดที่ลอเรนซ์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หันไปมองไอ้คนที่อยู่ๆก็มาปรากฎตัวที่ห้องพักของเขาที่วังของแม่มดปีศาจนั่น แถมดูจะเข้าขากับราชินีคนนั้นเป็นปี่เป็นขลุ่ยอย่างกับรู้จักกันมาเสียสิบชาติ มันต้องรู้ทุกอย่างดี....รู้ทุกอย่างที่เขาไม่รู้ ...
แต่แม้เขาจะเค้นแล้วเค้นอีก...จนแล้วจนรอดมันก็ยังไม่เคยยอมพูด...อยู่ๆก็มาทำเป็นคนปากหนักทั้งที่มันเคยเป็นแต่คนปากหมา....บัดซบที่สุด
แล้วเมื่อไหร่แกจะบอกสักทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับชั้น คนเป็นนักบวชตัดสินใจลองเปลี่ยนคำถามใหม่เผื่อจะได้คำตอบที่ดีขึ้น
นายก็ลองถามไปเรื่อยๆก็ได้ สักวันชั้นอาจจะบอก ลูคัสตอบพลางยักคิ้วกวนส่งให้ คำตอบที่ดีขึ้นมานิดแต่ก็ทำให้อีกฝ่ายต้องตวาดกลับ
สักวันของแกมันเมื่อไหร่กัน!
มันก็ต้องสักวันแหละน่ะ เอาน่าลอรี่...ยังมีเวลาอีกนานให้นายคอยทวงถาม เพราะชั้นไม่มีวันทิ้งนายไปไหนก่อนแน่
ถ้อยคำทีเล่นทีจริงที่เป็นดังคำสัญญาที่หมายมาดในใจของคนเป็นซาตาน....
ไม่ต้องรีบร้อนหรอก....เวลาของพวกเรายังมีเหลือเฟือ....เพราะชั้นจะอยู่กับนายตลอดไป
+ + + + +
A/N : เผาบนเผากลางเผาล่าง เผาจิ๋บหายวายป่วง จะจบก็ยังเผาหน้าตาเฉยด้วยการตัดมันง่ายๆดื้อๆ แต่ก็จบไปแล้ว อ่านเองแล้วรู้สึกเครียด เหมือนเขียนเรื่องเป็นท่อนๆแล้วมาจับรวมกันแบบไม่มีกาวเชื่อม แถมแต่ละเรื่องก็ดูงงๆไงก็ไม่รู้ ไม่อยากแก้ตัวเลยแหะ แต่งานนี้มันก็แย่จริงๆนั่นแหละ (ขอโทษคนอ่านที่ทำให้รอแล้วงานยังห่วยอีก ฮือออ) ((นี่แหละพี่ส้ม ฟิคห่วยมันต้องอย่างงี้เซ่ ไม่ใช่ฟิคของท่าน แต่งดีแล้วชอบบอกว่าห่วย งืมๆ หมาอยากตาย )) เราเปิดประเด็นใหม่ไปเยอะแต่ก็ไม่รู้จะเขียนยังไงให้มันเข้าใจง่ายขึ้นอ่ะ คือที่จริง...มันจะมีส่วนเอี่ยวกับฟิคเรื่องอื่นๆที่มีพลอตอยู่ในหัว ถ้าได้แต่งลงมันคงเป็นตัวต่อที่สมบูรณ์ ((แต่ถ้าหมาขี้เกียจแต่ง...มันก็จะยังความงงต่อไปจนเรื่องนี้ไร้เหตุผลสิ้นเชิงไปเลย)) อืม ตามยถากรรมแล้วกันนะเอ็ง....ว่าแต่...เรื่องนี้มันแอบวายด้วยละมั้ง....งืม ไม่ได้ตั้งใจ ตอนแรกกะจะเน้นบทสนทนาของลูน่ากะลูคัสให้ปะทะกันเด่นชัดกว่านี้...แต่มันก็ขี้เกียจเอาซะดื้อๆ พูดอะไรไม่ได้นอกจาก...ขอโทษ ขอโทษ แล้วก็ขอโทษจริงๆก้าบบบบบ

แงๆๆ ไม่ยอมนะต่อเถอะ
#1 By Donut on 2005-04-15 23:22