[Daomu] Forgotten

posted on 24 Oct 2014 16:43 by aathewolf

[Daomu] Forgotten

Time : Autumn 2006

Spoil alert!! : เล่ม 10

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------




รถชะลอความเร็วลงจนเทียบจอด  เมื่อรู้สึกตัวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร  ผมจึงพบว่าในที่สุดก็กลับมาถึงร้านของตัวเอง


ผมขยับข้อต่อเล็กน้อยอย่างเมื่อยขบ  หลังจากเดินทางไปๆมาๆอยู่หลายวัน  ผมก็เพิ่งได้กลับจากการตรวจหน้าด่านของอาสาม  อันที่จริงเรียกว่าไปตรวจก็ไม่ใคร่ถูก  เรียกว่าไปยืนย้ำหัวตะปูว่าข้ายังอยู่เป็นหูเป็นตา  พวกเอ็งอย่าคิดว่าทำอะไรลับหลังอาสามข้าแล้วจะไม่มีใครรู้เห็นจะถูกมากกว่า  เรื่องไร้สาระอย่างที่ว่ามานี้ถ้าอาสามยังอยู่  เขาคงไม่ต้องทำ ใช้แค่ชื่อส่งใครไปสักคนก็คงพอ  น่าเสียดายที่ผมยังไม่มีบารมีแบบนั้น  และพานจื่อที่พอจะไว้ใจให้ทำหน้าที่นี้แทนได้  ก็ไม่อยู่เสียแล้ว


ผมก้าวลงจากรถ  ใช้เวลาไม่นานก็ข้ามผ่านธรณีประตูหน้าร้าน  แต่ยังไม่ทันจะเดินได้เกินสามก้าว  หวังเหมิงก็โผล่พุ่งมาจากฉากที่กั้นด้านหลัง  พลางทำหน้าแปลกๆ


ใจผมกระตุกวูบ  สีหน้าแบบนี้เขามีไม่บ่อย  และเป็นแบบเดียวกับที่ผมเคยเห็นเมื่อหนึ่งปีก่อน  คราวนั้น…สิ่งที่ผมเจอคือเมินโหยวผิง


ผมกลืนน้ำลายเล็กน้อย  ปากถามเขาว่ามีอะไร


“มีคนมาหาเจ้านายแต่เช้า  บอกจะมาถามเรื่องของที่ฝากไว้”  เขาว่าพลางชี้ไปอีกฟากของฉากกั้น  ให้ผมอดไม่ได้ที่จะมองตามไป  ที่ตรงนั้นผมเพิ่งให้คนจัดเสียใหม่ไว้เป็นที่นั่งรับรอง  เพราะหลังจากต้องดูแลกิจการของอาสาม  ก็มีคนหลากหลายเทียวไปเทียวมา  ในวงการนี้หน้าตาเป็นสิ่งสำคัญ  ยิ่งเฉพาะคนหน้าไม่ให้แบบผม  ปัจจัยภายนอกอะไรเสริมได้ก็ต้องเสริมเอา


ผมพยายามทบทวนความทรงจำ  นึกว่าตัวเองนัดใครเอาไว้  นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก  ของหน้าด่านอาชาล่าสุดก็จัดการเรียบร้อยไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว  ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่นา


เสียเวลานึกอยู่ครู่หนึ่งผมก็คิดขึ้นมาได้ว่ายืนตรงนี้ไม่มีทางรู้อะไร  พอดีกับที่สบตากับหวังเหมิง  เขาพยักหน้าให้แล้วเดินนำผมไปหลังฉากกั้นก่อน  แว่วเสียงขึงขังว่า  “เถ้าแก่อู๋กลับมาแล้ว  คุณมีธุระอะไรจะคุยก็เตรียมตัวเถอะ”  ก็ได้แต่ขำ  หลังๆมานี้คำพูดคำจาท่าทางเขาเริ่มส่งเสริมราศีผมขึ้นมาได้บ้างแล้ว


ผมเดินตามไปพลางวางมาด ‘เถ้าแก่อู๋’ ตามที่หวังเหมิงได้กรุยทางเอาไว้ก่อน  แต่พอเท้าเลยพ้นฉากกั้น ตาที่สบกับคนที่อยู่ด้านหลังไม้ฉลุลายก็ต้องเบิกค้าง  ได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม


คนตรงหน้าดูซูบลงไปหน่อย  แว่นที่สวมก็เปลี่ยนลายกรอบไปจากเดิมดูทันสมัยขึ้น  แต่สีหน้าท่าทางดูไม่เข้าร่องเข้ารอยที่ควรปรับปรุงนั่น  เคยเป็นอย่างไรก็ยังไม่แปรเปลี่ยน


เขาหันมองมาทางผม  หัวเราะแห้งๆ  ส่งเสียงทักทายมา  “ถ….เถ้าแก่อู๋  ผมเซี่ยจื่อหยาง ป...ไปต่างประเทศไม่ได้กลับมาเสียนาน ไม่รู้คุณยังจำได้ไหม”


ผมพยักหน้าตอบรับ ภาพที่เห็นเหมือนกึ่งจริงกึ่งฝัน  น้ำเสียงเลยดูจะเลื่อนลอยกว่าเวลาปรกติ “คนแบบนาย ฉันจะลืมไปได้ยังไง”


แน่นอนว่าจากวันนั้น  ผมไม่เคยลืมชื่อจริงของเหลาหย่าง








ผมนั่งลงบนเก้าอี้  หวังเหมิงหายตัวไปที่ด้านหลังร้านแล้ว  คงจะไปเตรียมหยิบชามาให้  ที่จริงผมอยากบอกเขาให้อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน  แต่ทำอย่างนั้นคงดูประหลาดพิกล  เลยได้แต่หันไปมองเพื่อนเก่าแก่...หรือควรจะเรียกว่าตัวก๊อบ(ลำดับที่สอง)ของเขาที่นั่งอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายยกชาที่วางข้างตัวขึ้นดื่ม แก้วนั่นไม่มีไอร้อนระเหยแล้ว  เหลาหย่างคงมานั่งรออยู่นานพอดู


สารภาพตามตรง  ช่วงที่ผ่านมานี้ผมมีเรื่องยุ่งยากหลายอย่าง  แทบเรียกได้ว่าเป็นช่วงชีวิตพลิกผัน  แค่วางตัวเป็นนายน้อยสามจัดการธุรกิจของอาสามให้เรียบร้อยก็แทบไม่มีเวลาหลับตานอนแล้ว   เพราะฉะนั้นให้โกหกตัวเองว่าผมขบคิดเรื่องของเขาก็คงทำไม่ได้  และเพราะปล่อยให้เป็นตะกอนขุ่นๆนอนก้นอยู่นานโดยยังไม่ได้จัดการ  พอเจอหน้าเขาเข้าแบบกะทันหันเลยไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดี


“หลายปีนี้ไม่ได้ข่าวนายเลย  สบายดีไหม”  ผมตัดสินใจออกปากถามสารทุกข์สุขดิบขึ้นก่อน  ฟังเสียงตัวเองแล้วก็รู้สึกว่ากระอักกระอ่วนไปหน่อย  ดูเหมือนหนทางสำเร็จหลักสูตรหน้ากากเหล็กนายน้อยสามสกุลอู๋จะยังห่างไกลนัก  ในใจก็พลางคิด  ก่อนหน้าที่ผมจะรู้เรื่องนั้นผมคุยอะไรได้เป็นวรรคเป็นเวรกับเหลาหย่างกันนะ  ทำไมตอนนี้ถึงนึกไม่ออกสักเรื่องเดียว


“ผ….ผมก็สบายดี  เถ้าแก่เองก็ดู..ดูจะเหมือนกัน”  เขาเอ่ยพลางหัวเราะ  แขนป่ายเปะปะไม่มีความหมาย  ท่าทางดูจะเกร็งอยู่เหมือนกัน


“แล้วแม่นายล่ะ  สบายดีไหม”  หลุดถามออกไปแล้วอยากจะกัดปาก ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องแม่ของเขาเหรอที่ทำเอาผมวุ่นวายเกือบตาย จนบัดนี้ซี่โครงที่หักไปตอนนั้นบางทียังปวดแปลบตอนเจออากาศเย็นๆ    


“เถ้าแก่รู้จักแม่ผมเสียด้วย”  เขาเบิกตาขึ้นนิด  ท่าทางแปลกใจก่อนยิ้มส่งให้แห้งๆ  “เอาจริงๆเลยคือแม่ผมไม่ค่อยสบาย  ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล  เพราะต่างประเทศจะรักษาอะไรก็ไม่สะดวกผมเลยต้องพากลับมา”  


ฟังเขาจนตอนนี้  ผมรู้สึกถึงความประหลาดอย่างหนึ่ง


ผมจ้องหน้าเหลาหย่าง  เขามองตอบกลับมา  ไม่เสหลบตา  แต่ไม่มีความคุ้นเคยอยู่ในนั้น  ท่าทางแบบนี้ของเขาเหมือนที่เคยเห็นเขาทำสมัยก่อนตอนคุยต่อรองราคากับลูกค้า  ไม่เหมือนตอนอยู่กับวงเพื่อนสนิทหรือผม  


“เซี่ยจื่อหยาง  หวังเหมิงบอกฉันว่าคุณมีธุระเรื่องของ”  ผมขยับตัวเล็กน้อยเปลี่ยนท่าพลางลองโยนหินถามทาง  ไม่แน่ใจว่าที่ตนเองคิดจะถูกรึเปล่า


เขาพยักหน้า ท่าทางดูจริงจังขึ้น “ผม ม...มาเรื่องนั้น  จ…จำได้ว่าฝากของไว้ที่คุณให้ประเมินราคา”


ผมทำทีเลิกคิ้ว  เอ่ยทวนถาม “คุณฝากของให้ฉันประเมินราคา?”


เหลาหย่างพยักหน้าอีกรอบ เขายกมือขึ้น  ตอนนี้เองที่ผมเพิ่งเห็นว่าในมือเขามีสมุดบันทึกเล็กๆอยู่เล่มหนึ่ง  เขาเปิดมันออกตรงหน้าที่คั่นไว้  “ว….วันที่ xx เดือน xx ปี 2003 ฝากกระดิ่งหกด้านไว้ให้อู๋….เถ้าแก่อู๋เสียตรวจสอบ” เขาอ่านเสร็จก็เงยหน้าขึ้น  “ผม...ความจำไม่ดีนิดหน่อย  เพราะฉะนั้นเลยจดเรื่องสำคัญต่างๆเอาไว้”


“คุณหมายถึงสร้อยคอกระดิ่งหกด้านสินะ”  ผมถามเขาอีกคำหนึ่ง


“สร้อย..”  เขาฉายแววงงงันไปนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้ามั่นใจ  “ช….ใช่แล้วสร้อยกระดิ่งหกด้าน  ที่ผมฝากเถ้าแก่เอาไว้”


ฟังคำตอบของเขา  ผมก็ได้รู้ว่าตัวเองคิดถูกแล้ว


เหลาหย่างจำไม่ได้


ผมยังจำวันที่เขามาหาผมวันนั้นได้ดี  ตอนนั้นผมตกใจแทบตายที่ได้เห็นกระดิ่งหกด้านอีกครั้งที่ประดับติดหูของเขา  ตอนนั้นเราคุยกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต  แถมเป็นต้นเรื่องของทริปเสี่ยงตายของผมกับเขา  เรื่องแบบนี้ใช่จะลืมกันได้ง่ายๆ  แต่เขาเองนอกเหนือจากสิ่งที่จดเอาไว้แล้ว  ดูเหมือนจะไม่มีความทรงจำ


ส่วนอีกเรื่องที่เหมือนเขาจะลืมไป…..ก็คือผม


ผมรู้สึกปั่นป่วนในท้อง  ไม่แน่ใจจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรดี


ผมคิดถึงคำพูดที่เขาเขียนไว้ในจดหมายที่ส่งถึงผมเมื่อสามปีก่อน  เขาบอกเอาไว้ว่าความจำเขาแย่มาก  อีกสองสามปีคงลืมเกือบทุกอย่าง  ตอนนั้นผมคิดว่าเขาคงจะหลอกเล่นพูดไปอย่างนั้นเอง  จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก  ไม่นึกว่าที่เขาเขียนมาจะเป็นจริงตามนั้น


“ถ..เถ้าแก่อู๋”  เสียงของเหลาหย่างเรียกให้ผมรู้สึกตัว  ท่าทางผมจะนิ่งคิดนานไปเสียแล้ว หันไปอีกทีจึงเห็นเขาขมวดคิ้วมองตรงมาราวกับจะสังเกตท่าที


เห็นแบบนั้นผมก็ได้แต่ทำสีหน้าขึงขังส่งกลับไป  “ของของคุณปล่อยไม่ง่าย  ฉันต้องเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดู  ยุคสมัยของมันมีความคลุมเครือทางประวัติศาสตร์  คนในตลาดรู้จักน้อย  ฉันให้ทางเขาช่วยถามหาผู้ซื้อให้  แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ดีพอ”  ผมตอบเขาไปตามข้อมูลเก่าที่ได้มา  อันที่จริงถ้าไม่เห็นตัวเหลาหย่างมานั่งอยู่ตรงหน้า ไอ้กระดิ่งหกด้านที่ฝากปู่ฉีไว้นี่ผมคงไม่มีทางนึกถึงมันออกอีกแล้ว  จึงไม่ได้ถามข่าวคราวเลยเหมือนกัน  


“ถ้าอย่างนั้นถ้าผมจะขอเอาคืนไปก่อน...”


ผมพยักหน้าตอบ  “คุณจะเอาไปก็ได้  หรือจะฝากไว้ที่นี่แล้วทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ ฉันจะให้มัดจำไว้สองแสน เคาะได้เท่าไหร่จะติดต่อคุณอีกที”


เขาเบิกตากว้างมองผม  จากนั้นก็เหมือนจะนิ่งไป  คงใช้ความคิดอยู่พอสมควร


ผมไม่พูดอะไร  เพียงแต่นั่งรอ  ข้อเสนอนี้สำหรับผมแล้วสมเหตุสมผล  ผมยังไม่ได้ติดต่อตาเฒ่าฉีเลย  ไม่รู้ไอ้กระดิ่งนรกนั่นสรุปแล้วขายได้หรือไม่ได้  ถึงแม้ท่านปู่จะบอกว่าหาผู้ซื้อดีๆสี่ล้านไม่ใช่ปัญหา  แต่เอาเข้าจริงคำพูดก็ยังเป็นแค่ลม  ของยังไม่ทันออกก็ไม่อาจฟันธงอะไรได้ทั้งนั้น  ดีไม่ดีผู้ซื้ออะไรนั่นหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ  ของแค่นั้นลงตลาดปรกติคงได้ไม่ถึงหมื่นหยวน  แต่กับเหลาหย่างที่ไม่รู้ข้อมูลพวกนี้  คำพูดผมก็อาจจะคิดได้หลากหลายทางอยู่เหมือนกัน


ใช้เวลาสักชั่วบุหรี่ครึ่งมวนเหลาหย่างก็พูดขึ้น   “ต...ตกลง  ฝากเรื่องไว้ที่คุณก่อนก็ได้  ผมขอรับสองแสนไว้ก่อนแล้วกัน”


ระหว่างที่พูดกันอยู่นี้หวังเหมิงก็กลับมาพร้อมกับถ้วยและกาน้ำชาแล้ว  ผมจึงปล่อยให้เขาเทน้ำชาให้ผมและเติมให้เหลาหย่างขณะที่ขอตัวไปหยิบเงินในตู้เซฟชั้นสอง  ที่จริงผมอยากจะให้มัดจำเขามากกว่านี้  ติดที่ไม่ได้มีเงินสดเก็บไว้มากเท่าไหร่  เอาไว้ติดต่อปู่ฉีได้แล้ว  ขายได้เท่าไหร่  ผมจะแถมให้เขาเพิ่มอีกเป็นดอกเบี้ยที่ทิ้งไว้เสียนานก็แล้วกัน


ผมใช้เวลาไม่นานก็กลับลงมาจากข้างบน  ระหว่างเดินจากขั้นบันไดไปยังที่รับรองแขกแว่วเสียงเหลาหย่างเอ่ยเล่าความสวยงามของประเทศที่เคยไปให้หวังเหมิงฟัง  เขาคุยอย่างออกรสด้วยอาการติดอ่างแบบเดิม  หวังเหมิงก็ตอบกลับอย่างสนอกสนใจ  ไอ้หมอนี่เองจะว่าพัฒนาบ้างแล้วก็ยังมีติดนิสัยเป็นเด็กอยู่  ผมถ่วงขาให้เดินช้าลงฟังพวกเขาพูดคุยกัน  ใจนึงพลันรู้สึกแปลกๆ  ปรกติคนที่ฟังเขาพล่ามเรื่องจริงบ้างโม้บ้างนั้นเคยเป็นผม  ส่วนใหญ่เหมือนผมจะฟังไปด่าไปว่านายพูดอะไรโคตรโม้โคตรไร้สาระ  แต่รู้ตัวอีกทีก็หมดเหล้าไปหลายขวด  กับแกล้มไปหลายจานแล้วทุกที


เสียงของพวกเขาเงียบไปเมื่อผมปรากฎตัว  สีหน้าเพื่อนสมัยเด็กของผมเปลี่ยนจากที่ยิ้มค้างๆอยู่กลับมาจริงจังอีกครั้ง  ไอ้หมอนี่ชอบเก๊กขรึมเวลาทำงานเหมือนเคย  เขาเคยบอกผมว่าเจรจาธุรกิจต้องทำให้ดูภูมิฐานจึงจะได้กำไรดี  ทั้งที่เหลาหย่างไม่เคยมีธุรกิจเป็นของตัวเองกับเขาแท้ๆ    


ผมเห็นเขาเงียบรอ  จึงได้พูดขึ้น  “นี่เงินของคุณ  ส่วนเรื่องการติดต่อ  ให้คนของฉันจดบันทึกไว้ให้  คุณบอกเบอร์กับที่อยู่ที่ติดต่อได้กับเขาไว้แล้วกัน”


เหลาหย่างรับเงินปึกนั้นที่ถูกส่งไปพลางพยักหน้าลง  แล้วยิ้มให้  “ขอบคุณมากเถ้าแก่อู๋”


หวังเหมิงที่ได้ยินคำผมแล้วไม่ต้องรอให้สั่งก็รีบไปหยิบสมุดบันทึกของร้านมาลงบันทึกให้  ผมทำเป็นหมดความสนใจต่อพวกเขาแล้ว  เดินไปมองแผ่นจารึกในตู้แล้วหยิบมาทำอะไรกุกกักเหมือนมีธุระ  หูยังได้ยินเสียงเหลาหย่างบอกเบอร์โทรศัพท์ได้ไม่ครบตัวก่อนจะเงียบไป  ตามด้วยเสียงเปิดหน้ากระดาษและขอเอ่ยแก้อีกรอบ  ท่าทางเขาจะจำมันไม่ค่อยได้ดีเท่าไหร่


“ถ้างั้นผมลาแล้ว  ไว้จะรอข่าวดีจากเถ้าแก่แล้วกัน”  


ผมพยักหน้าให้เป็นเชิงลา  หวังเหมิงรู้หน้าที่ดีก็เดินไปส่งเขาออกทางหน้าร้าน  ผมสวนทางกับพวกเขากลับไปยั่งเก้าอี้รับรอง  ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม  หยิบแก้วชาซึ่งยังไม่ทันได้แตะขึ้นดื่ม


เห็นเขาวันนี้ผมถึงได้ทบทวนความจำอะไรหลายอย่าง  เมื่อสามปีก่อนผมโดนเขาหลอกไปทำอะไรมากมาย  จะว่าไปก็น่าตลก  ก่อนหน้านี้เหลาหย่างอำคนอื่นเก่งมาก  แต่อำผมไม่เคยจะได้  คราวที่แล้วเจอกันผมกลับโดนเขาหลอกไปเกินครึ่งทาง  สรุปว่าพอเขาไม่ใช่เขาตัวจริงแต่เป็นของก๊อบกลับมีความสามารถในการอำผมได้มากขึ้นซะอย่างนั้น


ผมหัวเราะกับตัวเอง  ก่อนจะสะดุดใจฉุกคิดขึ้นได้  ถ้วยชาที่จะกระดกเข้าปากยังถือค้างกลางอากาศ


หรือว่าบางที...คราวนี้เขาก็อาจจะแค่หลอกผม


ผมวางแก้วลงกับโต๊ะข้างตัว  ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้  สาวเท้าเร็วๆจนเกือบเป็นวิ่ง  หวังเหมิงเดินกลับเข้ามาพอดีเกือบโดนผมชนล้ม  ยังไม่ทันได้ฟังคำอุทานของเขาผมก็รีบก้าวต่อ แปบเดียวก็ถึงหน้าร้าน


ผมก้าวโผล่พรวดพราดออกไป  มองเห็นหลังของอีกฝ่ายยังห่างไปไม่ไกล  


"เหลาหย่าง!" ผมตะโกนเรียก ตาจับจ้องท่าทางของคนที่เพิ่งเดินออกไปนอกร้าน  เขาเดินผ่านแผงขายของที่ร้านถัดจากผมไปเล็กน้อย  แต่จากที่คุณยายเจ้าของร้านหันมาทางผมพลางขมวดคิ้วเหมือนกับจะด่าว่ามาตะโกนเสียดังทำไม  ผมเชื่อว่าเสียงคงดังพอไปถึงหูเขา


แต่อีกฝ่ายไม่แม้แต่ชะงัก  และไม่ได้หันกลับมา


ร่างของเขาเดินห่างออกไปตามถนน  สุดท้ายจึงหักเลี้ยวที่หัวมุม  ลับหายไปจากสายตา


ผมมองส่งความว่างเปล่านั่นอยู่พักนึง  ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้ามาร้าน  ไม่นึกว่าจะเจอหวังเหมิงที่กำลังยืนท่าทางล่อกแล่กอยู่  


เขาเหมือนจะชั่งใจอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม  "เจ้านายคงไม่ได้จะเก็บของไปไหนอีกแล้วใช่ไหม”  ท่าทางกังวลใจของเขาทำให้ผมต้องคิด  ดูเหมือนผมจะชอบทำแบบนั้นบ่อยไปแล้วจริงๆ


"ไม่หรอก” ผมส่ายหน้า  หวังเหมิงจึงเหมือนจะยิ้มออกมาได้ แล้วถามต่อ “ถ้างั้นเจ้านายจะให้ผมเอากระดิ่งอะไรนั่นไปเข้าตู้เลยไหม”


ผมส่ายหน้าอีกรอบ “ของตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ฉัน  แถมของนั่นใส่ตู้ก็ขายไม่ได้หรอก”


“อ้าว”  หวังเหมิงเลิกคิ้ว  ท่าทางงงงัน  “ถ้าอย่างนั้น  ที่เจ้านายจ่ายไป”


“ของขวัญให้เพื่อนเก่าน่ะ”  ผมตอบ  รู้สึกเหนื่อยกว่าเดิมขึ้นมาหลายเท่าตัว  “ฉันจะไปพักแล้ว  ฝากดูหน้าร้านต่อด้วยล่ะ”  


หวังเหมิงพยักหน้าแม้จะดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นักขณะผมเดินผ่านเขาขึ้นบันไดไปยังห้องพักตัวเอง  พออยู่คนเดียวผมก็ลากขาไปยังเก้าอี้ข้างหน้าต่าง  เอื้อมมือเปิดลิ้นชักที่ตั้งข้างกัน  หยิบไฟแช็คออกมาพร้อมบุหรี่ตัวหนึ่งแล้วจุดไฟ


ความคิดผมตอนนี้อันที่จริงไม่ได้ซับซ้อนวุ่นวาย  เมื่อเทียบกับงานใช้สมองที่ทำมาหลายวัน  เรื่องนี้ออกจะมีข้อสรุปชัดเจน  เพียงแต่อาจจะบอกได้ว่าผมไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่เท่านั้นเอง


เวลานี้แล้ว  ไม่มีเหลาหย่างกะเหล่าอู๋อีกต่อไป


ควันสีขาวลอยฟุ้ง  ผมมองมันที่จางหายไปอย่างรวดเร็วแล้วถอนหายใจ


ว่าจะเลิกบุหรี่แล้ว…..แต่วันนี้ขออีกสักมวนสองมวนแล้วกัน


 
 
 
 
 
 
 
 


-----------------------------------------------------------------------------------------------

Writer’s talk


ไม่ได้เขียนแฟคฟิคนิยายนานมาก  พบว่าการซิงโครเข้ากับเรื่องของคนอื่นนั้นยากกว่าการเขียนฟิคคอมมูของตนเองมากนัก…


ฟิคนี้เป็นฟิคหลังจากเหตุการณ์เล่มสิบประมาณ 1 ปี  คำนวณดูแล้วก็ประมาณ 3 ปีพอดีจากเหตุการณ์ต้นไม้เทพเจ้า  ที่จริงคิดทางไปของเหลาหย่างไว้เยอะมาก  มีรูทหลายรูทที่เป็นไปได้  แต่สุดท้ายก็เลือกรูท ’เอาคืน’ อู๋เสียแบบนี้ ถึงแม้เขียนไปแล้วกลับมาอ่านเองจะพบว่าไม่ได้ส่งผลเยอะอะไรมากเท่าไหร่นักก็ตาม (ธ่อววว) มีฉากก่อนหน้านี้ที่คิดเอาไว้ด้วย  แต่ตอนคิดมันเป็นภาพ  เพราะฉะนั้นถ้าบุญวาสนามีมันคงได้ออกมาเป็นโด….


พูดถึงเหลาหย่างหน่อย  เหลาหย่างเป็นตัวละครที่เราติดใจมากคนนึงในบันทึกจอมโจรค่ะ 555 ประเด็นที่ติดใจหมอนี่มีอยู่สองเรื่อง  หนึ่งคือประเด็นเรื่องความลำเอียงจนเรือหายของนายน้อย  โดยส่วนตัวคิดว่าความสัมพันธ์สองคนนี้คงไม่ใช่ความรักแบบชู้สาว  มันเป็นความสนิท  ความเชื่อใจแบบคนที่อยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่เด็ก  (แม้คนนึงจะจำชื่อเพื่อนสนิทอีกคนไม่ได้  แต่จำชื่อไอ้คนความจำเสื่อมที่เพิ่งเจอกันไม่กี่เดือนได้แม่นแล้วก็ตาม) ตอนแรกอยากจะบอกว่าถึงกับสงสัยว่าอู๋เสียไม่ใช่ตัวจริงเพราะไม่เห็นห่วงเหลาหย่างอย่างที่ควรจะเป็นด้วยนะ  ก็อู๋เสียดูเป็นคนเอาใจใส่คนอื่นออก  กับเพื่อนสนิทที่สุดคนนี้ทำไมไม่ใส่ใจล่ะ! เลยคิดไปได้ถึงนั่น  คิดสะระตะไปเยอะมากจนมาพบในทอล์กคนเขียนท้ายเล่มสิบว่าเรื่องหมอนี่ไม่มีอะไรในกอไผ่  เขียนเอาไว้เพิ่มอิทธิฤทธิ์ให้นายน้อยของเรา(และเปิดชื่อฉีอี่ว์)เฉยๆ  ข้าพเจ้าก็กรีดร้องตามไป  ฟฟฟฟฟ


อีกประเด็นที่ติดใจในตัวหมอนี่คือ  “ตัวจริงหรือไม่ใช่  วัดจากอะไร”  ประเด็นนี่เป็นหัวข้อที่โดนหลายๆเรื่องทำให้คิดมานานมากแล้ว  เหลาหย่าง(ก๊อปจีนแดงเกรดเอหมายเลขหนึ่ง)ที่เหมือนตัวจริงทุกอย่างแม้แต่ความคิด ความทรงจำ จะถือว่าเป็นตัวจริงได้ไหม  หรือขึ้นชื่อว่าไม่ใช่คนเดียวกัน  ไม่ว่าจะเหมือนอย่างไร  ก็เป็นได้แค่ของก๊อบมีตำหนิ  เข้าใจว่าสำหรับอู๋เสียแล้วที่ตราหน้าเขาไว้แบบนี้คงเป็นเพราะเหลาหย่างลงมือทำร้ายเขา  แต่สำหรับเราที่อ่านแล้วก็แอบเข้าใจเหลาหย่าง(ด้วยความอวย) เรื่องตัวจริงไม่จริงนี่สำหรับตัวเหลาหย่าง(จีนแดง)เองมันก็เป็นปมใหญ่ปมหนักสำหรับเขาอยู่แล้ว  คิดในแง่มนุษย์  ถ้ามีคนมาบอกว่าแกเป็นตัวปลอม ย้ำหัวตะปูจากที่เครียดกับเรื่องนั้นอยู่แล้วก็คงระเบิดออกมาได้  แล้วสุดท้ายก็ใช่ว่าเหลาหย่างจะปล่อยนายน้อยตายไปต่อหน้าต่อตาจริงๆ  เชื่อว่าคนที่ปฐมพยาบาลนายจนรอดไปนอนแพให้ตำรวจเก็บไปประกอบใหม่ได้น่ะก็คงเป็นหมอนี่แน่ๆ   สรุปสุดท้ายแล้วเขาก็ยังเห็นนายเป็นเพื่อนล่ะน่า  จดหมายที่ส่งมาท้ายตอนก็แอบตัดพ้อซะคนอ่านใจแป้ว  แต่นายน้อยนี่ไม่สนใจอะไรเลย  กลัวแม่มันอย่างเดียว บ้าจริงๆ แงงงง


สรุปสุดท้ายแล้วเป็นตัวละครที่ออกมาวาดลวดลายไว้อย่างน่าจดจำในเล่มสอง  แล้วถูกกระแสน้ำเหิบหายไปไม่กลับมา  คนอ่านหลายคนก็ลืมไปแล้ว  จนเกิดกระแส “เหลาหย่างร้องไห้ทำไม” ขึ้นมาคู่กับ “หวังเหมิงเป็นใคร”  ด้วยเหตุนี้จึงขอเขียนถึงเอาไว้สักหน่อย  ว่าฉันรักพวกนายและไม่ลืมนายหรอกนะ  ยังมีแฟนๆมากๆแจวเรือหายทั้งน้ำตา /ชูมือโป้งชี้ก้อย


ก็ขอจบทอล์กยาวหนึ่งหน้ากระดาษไว้เท่านี้  ขอบคุณที่ฟังข้าพเจ้าพล่ามค่ะ / โค้ง



 

edit @ 25 Oct 2014 02:02:44 by A.A the wolf